หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดสกิดใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดสกิดใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ธรรมะจากใบบัว


ใบบัวเป็นอาจารย์ที่ดีมากของมนุษย์ ..

ให้ลองสังเกตดู .. ใบบัวไม่เคยหันไปทางที่มืดเลย มีแต่หันไปทางที่สว่างไสว ถ้าตรงไหนมืด เขาจะไม่หันไปเลย มีแต่จะหนีห่าง ตรงกันข้าม พระอาทิตย์ขึ้นตรงไหน ใบบัวก็จะหันไปทางนั้น

ถ้าหูหรือตาของเราเหมือนกับใบบัวเราก็จะมีความสุขทีเดียว

อะไรที่ไม่ดีก็ไม่หันหูไปฟัง ไม่หันหน้าไปมอง รับฟังหรือมองแต่สิ่งดีๆ ที่เป็นธรรมะ เวลามีเงาทาบทับใบบัวจะหนีเลย จะเอนไปหาแสงสว่าง ไม่ยอมให้ความมืดเข้ามาครอบ แต่จะหันไปหาแสงสว่างตลอดเวลา ...

ถ้าคนเราเรียนรู้จากใบบัว คือนอกจากเลือกมองเลือกฟังแล้ว ยังพยายามหันจิตหันใจเข้าหาสิ่งดี หลีกเว้นความชั่วหรือสิ่งที่เป็นอกุศล ก็มีโอกาสเป็นสุขไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว อีกครึ่งหนึ่งจะมาจากไหน ก็มาจาก การเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นความสุข เหมือนกับดอกบัวนั้นเอง

ดอกบัวเกิดจากโคลนตม ใต้สระนี้เป็นโคลนตมทั้งนั้น ไม่น่าลงเลย แต่โคลนตมนี้แหล่ะ ที่ทำให้เกิดดอกบัวที่สวยงาม เห็นแล้วเบิกบานใจ ........ เห็นอย่างนี้แล้วเราก็น่าจะพัฒนาตนเองเพื่อฉลาดในการเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุข

โคลนตมหนาแค่ไหน ดอกบัวก็สามารถชูขึ้นมาจนพ้นน้ำได้ แล้วถ้าระดับน้ำสูงขึ้นเพราะฝนตกเยอะจะทำอย่างไร แม้น้ำจะท่วมจนมิดแต่ใบบัวและดอกบัวก็ไม่ยอมนะ เขาจะยืดตัวขึ้นมาจนพ้นน้ำให้ได้ บัวจะไม่ ยอมจมอยู่ใต้น้ำเลย

คนเราถ้าไม่ยอมจมอยู่กับความทุกข์ ไม่ยอมจมอยู่กับความโกรธ ความเศร้า ชีวิตจะผ่องใสมาก เราต้องรู้จักยกจิตออกมาจากอารมณ์ที่หม่นหมองให้ได้ พอยกออกมาได้จิตใจก็จะปลอดโปร่งผ่องใส

จะทำอย่างนั้นได้ เราต้องหมั่นฝึกฝน ให้ฉลาดในการกู้จิตออกจากอารมณ์ กู้ออกมาให้ได้ อย่าไปจมอยู่กับมัน

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ข้อคิดจากกาน้ำชา

เรื่องสั้นที่มีคติ

ที่บ้านมีกาน้ำชาสูงค่า เพราะเป็นกาที่ปั้นมาจากดินชนิดพิเศษสุดของประเทศจีน เลยวางไว้หัวเตียงอย่างทะนุถนอม

มีอยู่คืนหนึ่ง ด้วยความไม่ระวัง มือไปปัดโดนฝากาน้ำชากระเด็นตกสู่พื้น ทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ เมื่อทำฝาแตกแล้ว จะเก็บกาไว้ให้ดูเจ็บใจเล่นทำไม คิดได้ดังนั้นเลยหยิบกาน้ำชาขว้างออกไปนอกหน้าต่าง

รุ่งเช้าตื่นมาลุกลงจากเตียง เห็นฝากาน้ำชาหล่นอยู่บนรองเท้านุ่นที่ข้างเตียง ไม่มีอะไรแตกเสียหาย กาน้ำชาก็ขว้างทิ้งไปแล้ว ยิ่งเจ็บใจ เลยกระทืบฝาจนแตกละเอียด พอตอนสายเดินออกไปนอกบ้าน ปรากฏว่ากาน้ำชาที่ขว้างออกไปเมื่อคืนนี้ คงคาอยู่บนต้นไม้ไม่มีอะไรบุบสลาย

บางครั้ง เรื่องบางเรื่อง
รอสักนิด ดูสักหน่อย ตรองสักพัก
เพราะเรื่องบางเรื่องอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นเราเข้าใจ
ความวู่วามเปรียบเหมือนปีศาจร้าย ฝึกให้ใจเย็นไว้หน่อย นั่นคือวิถีของคนฉลาด

หลายอย่าง บ่อยครั้งที่ ฟังกับหู ดูกับตา ทำกับมือ.   ก็ยังไม่ใช่อย่างที่คิดเลยครับ

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นิทานสอนใจ "เรื่องคนที่ไม่ถูกนินทา"


วันหนึ่ง มี ตา กับหลานชาย ต้องเดินทางไกล ไปหาญาติที่อยู่ต่างเมือง โดยมีม้าเป็นพาหนะไว้เดินทาง ทั้งหมดจะต้องผ่านเมืองต่างๆ แต่ระหว่างทาง ด้วยความกตัญญูของหลานชาย เห็นตาผู้ชรา จึงขอให้ตา นั่งบนหลังม้า เพราะความเป็นห่วงเป็นใย

แต่เมื่อเข้ามาในเมืองหนึ่ง ชาวบ้านต่าง ซุบซิบนินทาว่า “ต๊าย ดูสิ เป็นผู้ใหญ่ซะปล่าว ทำเป็นสำออย ใช้แรงงานเด็ก ตัวเองสะบายเลยนะ” เมื่อ ตา ได้ยินเช่นนั้น จึงไม่อยากให้เป็นที่นินทาของใคร จึงบอกให้หลานชาย ขึ้นมาขี่ม้าแทน 

จนมาถึงอีกเมืองหนึ่ง ชาวบ้านเมืองนี้ก็ นินทา ว่าร้ายหลานชายว่า “ดู ดู๊ ดู ดู มันทำ ทำไม ถึงทำกับตาแก่ๆได้” เมื่อหลานได้ยินเช่นนั้น จึงให้ตาขึ้นมาขี่ม้าด้วยอีกคน พร้อมพูดว่า “ดูซิ ว่าจะมีใครนินทาพวกเราอะไรอีกไหม”

ต่อมา เมื่อมาถึงอีกเมืองหนึ่ง ก็ไม่พ้นการโดนนินทาของชาวบ้าน “โถ ๆ ๆ เจ้าม้าช่างน่าสงสาร ทำไมเจ้านายของแกถึงใจร้าย ใจดำ ใช้งานหนักเกินไปจริงๆ” ทั้งคู่ จึงตัดปัญหา ลงจากหลังม้า และย่างเท้าเดินไปแทน 

แต่แล้ว ก็ต้องมาผ่านเมือง อีกเมืองหนึ่ง คราวนี้ ชาวบ้านไม่ได้นินทาอย่างเดียว กลับหัวเราะเยาะใส่ด้วย “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดู ตา กับ หลาน คู่นั้นสิ โง่จริงๆ มีม้าแต่กลับไม่ขี่ เดินจูงอยู่นั่นแหละ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครไม่ถูกนินทา เพราะต่อให้เราทำสิ่งที่ดีแค่ไหน คนที่ไม่ชอบเรา เค้าก็จะนินทาเราอยู่ดี 

ดังนั้น เมื่อเราได้กระทำความดีแล้ว จงตั้งใจทำต่อไป อย่าเอาคำ "ไม่ดี" ของคน "ไม่ดี" มาใส่ใจ เพราะจะทำให้ใจเรารู้สึก " ไม่ดี "

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แม้แต่นายพรานก็ยัง...ไม่สังหารนกที่บินมาหลบภัย


ชิอุเนะ ซึกิฮาร่า (Chiune Sugihara)
กงสุลใหญ่ญี่ปุ่นประจำประเทศลิทัวเนีย
จำได้ดีว่า เช้าวันหนึ่งปลายเดือนกรกฎาคม
ปี ๑๙๔๐ จู่ ๆ ก็มีชาวยิวล้อมรอบกำแพง
สถานกงสุลเต็มไปหมด

คนเหล่านี้มาหาชิอุเนะด้วยเหตุผลเดียว
นั่นคือ.....ต้องการให้เขาออกวีซ่า
สำหรับนักท่องเที่ยวให้

ทว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่วีซ่า
เพื่อการพักผ่อนอย่างที่ระบุไว้ในเอกสาร
แต่เป็น...วีซ่า...เพื่อการรอดชีวิต

ช่วงเวลานั้นมีชาวลิทัวเนียและ
ชาวโปแลนด์เชื้อสายยิวจำนวนมาก
ต้องการอพยพหนีออกนอกประเทศ
เพราะลิทัวเนียตกอยู่ในอาณัติของ
สหภาพโซเวียตและถูกบีบบังคับให้เข้าร่วม
สงครามโลกครั้งที่สอง ลิทัวเนียต้องรับมือ
ในการสู้รบกับกองทัพนาซีที่แข็งแกร่ง
และกำลังจะพ่ายแพ้

ซึ่งถ้าแพ้......ก็หมายความว่าชาวยิว
ในลิทัวเนียจะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
และหากไม่มี...วีซ่า...พวกเขาก็จะ
ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศ
อย่างปลอดภัยได้เป็นอันขาด

“แม้แต่นายพราน...ก็ยังไม่สังหารนกที่บินมาหลบภัย”

สุภาษิตของซามูไรบทนี้ปรากฏชัดในใจ
ของชิอุเนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารู้ตัวว่าเขาคือ
นายพรานที่ฝูงนกบินมาพักอาศัย
ชิอุเนะโทรเลขปรึกษากระทรวงการ
ต่างประเทศญี่ปุ่นเพื่อขออนุญาตออกวีซ่า
ให้ชาวยิวเป็นกรณีพิเศษถึง ๓ ครั้ง
เพราะชาวยิวส่วนใหญ่ไม่มีเอกสาร
ไม่มีพาสปอร์ต และไม่มีแม้แต่....เงินค่าเดินทาง

แต่...ทุกครั้งได้รับปฏิเสธ...
เวลาหนี....เหลือน้อยลงทุกที
ผู้คนมาเข้าแถวรอหน้าสถานกงสุลมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชิอุเนะจึงปรึกษา ยูกิโกะ ภรรยาของเขา
ในที่สุดก็ตัดสินใจว่า เขาจะออกวีซ่า
ให้ชาวยิวทุกคน แม้ไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม!

ตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม – ๒๘ สิงหาคม
ปีนั้น ชิอุเนะและภรรยาช่วยกันออกวีซ่า
ซึ่งต้องเขียนด้วยมือตามระเบียบของกระทรวงฯ
วันละ ๑๘ -๒๐ ชั่วโมง และทั้ง ๆ ที่โซเวียต
สั่งให้สถานทูตทุกแห่งปิด

แต่ชิอุเนะก็ทำเรื่องขอเปิดดำเนินการต่ออีก ๒๐ วัน
ในคืนสุดท้ายก่อนที่จะต้องเดินทางออก
จากลิทัวเนีย เขาและภรรยานั่งเขียนวีซ่าตลอดทั้งคืน...
ชิอุเนะ...ยังคงเขียนแม้ตอนที่ไปถึงสถานีแล้ว
ซึ่งที่นั่นมีชาวยิวเฝ้ารอเขาอยู่เป็นจำนวนมาก
กระทั่งรถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากชานชาลา

ชิอุเนะจึง...โยนกระดาษเปล่า
ที่มีลายเซ็นของเขาออกมาทางหน้าต่าง

สุดท้าย...ก็โยนตราประทับของสถานกงสุล
ออกมาด้วย เพื่อว่า...ชาวยิวจะใช้มันทำวีซ่าปลอมได้


นักประวัติศาสตร์....ประเมินว่า
การกระทำที่กล้าหาญของชิอุเนะสามารถ
ช่วยเหลือชาวยิวได้ถึง ๖,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ คน
แม้ว่าทางกระทรวงฯ จะไม่ได้
สอบสวนเขาต่อกรณีที่เกิดขึ้น

ทว่า...ผลจากการตัดสินใจโดยพลการครั้งนั้น
ทำให้ชิอุเนะหมดอนาคตในหน้าที่การงานอย่างสิ้นเชิง
เขาถูกกดดันให้ลาออกในปี ๑๙๔๗

หลังจากนั้นชิอุเนะต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นล่าม
แปลเอกสาร และเป็นผู้จัดการบริษัทส่งออก
ซึ่งทำให้เขาต้องจากครอบครัวไปใช้ชีวิต
ลำพังในโซเวียตนานถึง ๑๖ ปี

เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องราวในลิทัวเนีย
ให้ใครฟังเลย ดังนั้นชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่
จึงไม่รู้จักผู้ชายคนนี้

กระทั่งถึงวันที่เขาเสียชีวิตในปี ๑๙๘๖
เมื่อถึงวันฝังศพเขา ทูตอิสราเอลประจำญี่ปุ่น
พร้อมด้วยชาวยิวที่รอดชีวิตจากการช่วยเหลือ
ของชิอุเนะ...ได้มารวมตัวกันเพื่อเคารพศพ
และให้กำลังใจ...ยูกิโกะ

สื่อมวลชน.....จึงสนใจเรื่องราว
ของอดีตนัการทูตคนนี้ขึ้นมา

ภายหลังจึงได้มีการสร้างอนุสาวรีย์
ให้เขาทั้งในญี่ปุ่นและในอีกหลาย ๆ เมือง
ทั่วโลก ผู้คนนำเรื่องของ “ชิอุเนะ ซึกิฮาร่า”
ไปสร้างเป็นละครและภาพยนตร์
และทำกิจกรรมหลายอย่างเพื่อรำลึกถึงเขา...

จนทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า...
จะดีมากเพียงใดถ้าเขาได้รับสิ่งเหล่านี้....
เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

อย่างไรก็ตาม....
แม้ว่าชิอุเนะต้องเผชิญความยากลำบาก
และความว้าเหว่เป็นเวลานาน
เราคง...มิบังอาจคิดว่า....เขาและครอบครัว
จะไม่มีความสุข

แท้จริงแล้ว...ความซาบซึ้งใจ...
ที่ได้ช่วยชีวิตคนนับพันนับหมื่นคน
ยังคงติดตรึงอยู่ในใจของสามีภรรยาคู่นี้
ดังที่ยูกิโกะได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี ๒๐๐๔ ว่า

“ฉันจำได้ว่า...มีคนมารอที่สถานีรถไฟ
เต็มไปหมด สีหน้าของพวกเขาเต็มเปี่ยม
ไปด้วยคำขอบคุณ เมื่อรถไฟเคลื่อนตัว
หลายคนวิ่งตามและโบกมือให้
มีคนตะโกนขึ้นมาว่า
“เราจะ...ไม่ลืมคุณ เราจะได้พบกันอีก”
ฉันและสามีมองภาพนั้นแล้ว...
มิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ แม้แต่ในขณะนี้ก็เช่นเดียวกัน”

วีซ่าเพื่อชีวิต
ของ..ชิอุเนะ ซึกิฮาร่า
จากนิตยสาร...ซีเคร็ต

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

คนรุ่นใหม่ทำอะไรให้แก่โลกบ้าง

มีเพื่อนฝูงส่งไลน์มาให้อ่าน พร้อมคลิปวีดิโอจาก Youku.com ของจีนที่กำลังถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดียจีน เป็นสุนทรพจน์ของ นักศึกษาสาว คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ที่เข้าประกวดสุนทรพจน์ในรายการทีวี โดย ให้พูดสั้นๆ เพียง 3 นาที ในหัวข้อใหญ่โตว่า “คนรุ่นใหม่ทำอะไรให้แก่โลกบ้าง”  คลิปนี้ อาจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กำลังทำปริญญาเอกทางกฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แปลเป็นไทย ลองอ่านกันดูนะครับ 

“ฉันเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ทุกคนของฉันเคยพูดว่า “กฎหมายบัญญัติไว้ว่าอย่างนี้ แต่ในทางปฏิบัติในชีวิตความเป็นจริง...” ชีวิตความเป็นจริง เป็นโลกที่น่าพิศวง ในชีวิตความเป็นจริง คนซื่อๆ ที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด มักใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม ส่วนคนที่มากเล่ห์เพทุบาย สุดท้ายกลับมีทั้งชื่อเสียง มีลาภสมบัติ  เพราะฉะนั้น เด็กไร้เดียงสาอย่างฉัน จึงมักมีรุ่นพี่ที่มากประสบการณ์มาตบไหล่ฉันเบาๆ ด้วยความเอ็นดู และบอกฉันว่า “เด็กน้อย รอจนเธอเข้าใจโลกเสียก่อน”

สิ่งที่ฉันอยากถามก็คือ คนหนุ่มสาวอย่างฉัน สามารถทำอะไรให้กับโลกได้บ้าง  วันหนึ่งข้างหน้า ผู้ว่าการแบงก์ชาติ จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990 นักธุรกิจชั้นนำ จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990 แม้กระทั่ง ประธานาธิบดี ก็จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990 ในวันที่สังคมเป็นที่ยืนของคนที่เกิดหลังปี 1990 ฉันอยากถามเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนว่า พวกเราอยากให้สังคมเป็นเช่นไร ฉันรู้ดีว่า ไม่ใช่ทุกคนสามารถก้าวขึ้นมาฝ่าฟันพายุและคลื่นลม จนเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ ฉันและคุณ ล้วนเป็นคนเล็กๆธรรมดาๆ ภายในกลไกเครื่องจักรสังคมอันมหึมา พวกเราเป็นเพียงหมุดตะปูตัวเล็กๆ 

สมัยเรียนหนังสือ พ่อแม่พูดทุกวันว่า ให้ตั้งใจเรียนเป็นอันดับแรก อย่าเพิ่งสนใจอย่างอื่น พอถึงวันจบการศึกษา พวกเราก็เที่ยวเอาจดหมายสมัครงานหว่านไปทั่ว ด้วยความหวังว่าจะมีบริษัทรับเข้าทำงาน ผ่านไปไม่กี่ปี ก็ถูกกดดันให้แต่งงาน ซื้อบ้าน แล้วก็ใช้เวลาอีกประมาณ 20 ปีแรกของชีวิตการทำงาน ช่วงที่มีกำลังเต็มที่ หาเงินมาใช้หนี้  จนทำให้คนหนุ่มสาวยุ่งกับการใช้ชีวิต จนไม่เหลือความฝัน ไม่มีเวลาสนใจการเมือง ไม่มีเวลาสนใจสิ่งแวดล้อม ไม่มีเวลาสนใจชะตากรรมบ้านเมือง แล้วจะยังเหลือกำลังวังชา ทำอะไรให้แก่สังคมส่วนรวมได้อีก 

แต่ภายหลังฉันพบว่า มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันและคุณทำได้ สิ่งนั้นคือ คนรุ่นเรา ไม่ว่าจะเดินไปในเส้นทางใด ขออย่าได้ทำชั่ว ขอแค่ อย่าเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเคยรังเกียจในสมัยเด็ก ถ้าต่อไปเราเป็นคนขายของแผงลอย ก็อย่าเอาน้ำมันทิ้งแล้วมาทอดของขาย ถ้าขายผลไม้ ก็อย่าโกงน้ำหนักตาชั่ง ถ้าเปิดโรงงาน เป็นเจ้านายคน ก็อย่ากดค่าแรงลดคุณภาพวัตถุดิบ ผลิตของด้อยคุณภาพ  คนธรรมดาหนึ่งคน ในตำแหน่งหน้าที่การงานที่แสนธรรมดา ถ้าทำหน้าที่ของตนให้ดีได้ ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เพราะเราทุกคน ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา ก็มีผลเปลี่ยนแปลงโลกฉันเป็นนักศึกษากฎหมาย ถ้าในภายภาคหน้า ฉันสามารถเป็นผู้พิพากษาที่มีความยุติธรรม สังคมเราก็จะมีผู้พิพากษาที่ดีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ย่อมเป็นสังคมที่ดีขึ้นอย่างน้อยก็นิดหนึ่ง 

ฉันหวังว่าทุกคนจะตระหนักว่า แม้จะมีเหตุผลอันน่าเห็นใจแสนอย่าง รองรับการทำชั่ว ตัวเราก็ต้องรักษามาตรฐานศีลธรรมของเราไว้ ด้วยเหตุผลเดียวนั่นคือ เราไม่ใช่สัตว์ป่าผู้หิวโหย แต่เป็นมนุษย์ผู้รู้ผิดชอบชั่วดี เพื่อร่วมรุ่นหนุ่มสาวของฉัน พวกเราสามารถเป็นคนหนุ่มสาวที่มีคุณภาพ ตลอดชีวิตเกลียดชังความชั่ว ไม่ปล่อยตัวตามกระแสแห่งคลื่นลม ไม่รับใช้ผู้มีอำนาจอย่างหลับหูหลับตา ไม่ลืมหลักการ ไม่ลืมความเป็นมนุษย์  ฉันฝากถึงเพื่อนร่วมรุ่นที่รักทุกคน ถ้าในอนาคต มีคนพูดกับคุณว่า เธออย่าสะเออะมาเป็นนักศีลธรรม รู้จักปรับตัวเข้าสังคมบ้าง เมื่อเวลานั้น เธอก็ควรจะมีความกล้าหาญที่จะตอบว่า ก็ฉันไม่เหมือนคุณนี่ ฉันไม่ได้มาเปลี่ยนตัวเองเพื่อเข้าสังคม ฉันมามีส่วนเปลี่ยนแปลงสังคม” 

สปีชอันยอดเยี่ยมของนักศึกษาสาวจีนผู้นี้ ผมอยากให้คนไทยทุกคนได้อ่าน ถ้าคนไทยทุกคน ไม่ยอมรับเหตุผลร้อยแปดเพื่อทำชั่ว เช่น ไปช่วยเหลือคนชั่วทุจริต สังคมไทยจะสูงขึ้นอีกหลายนิ้วเลยทีเดียว ไม่ต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างทุกวันนี้. 

“ลม เปลี่ยนทิศ”
     ขออนุญาตเพิ่มเติม
       อยากให้นักศึกษา เยาวชนไทย ได้อ่านบทความ ข้อคิดดีๆเช่นนี้ และมีอุดมการณ์ทำนองนี้ ประเทศไทย จะเจริญก้าวหน้าแน่นอน ผู้เฒ่าอย่างเราคงหายห่วง อนาคตประเทศไทย ช่วยแชร์ต่อๆกันไป ถึงเด็กรุ่นใหม่

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รถไฟชีวิต

Image result for ทางรถไฟ

มีสถานีเริ่มต้น
มีเส้นทางเดินรถ
อาจพบเจอกับอุบัติเหตุ
และมีสถานีปลายทาง.....

ในวันที่เราเกิดมา พ่อและแม่เป็นผู้มอบตั๋วรถที่ไม่ได้บอกสถานีปลายทางให้แก่เรา
ท่านเป็นผู้ส่งเราขึ้นรถ เราคิดว่าพ่อและแม่จะเดินทางเป็นเพื่อนเราจนสุดเส้นทาง
แต่ทว่า พ่อกับแม่อาจลงที่สถานีใดสถานีหนึ่ง ที่เหลือก็มีเพียงเราเองที่ต้องเดินทางต่อไป

ระหว่างทาง เราได้พบเจอกับนักท่องเที่ยวคนสำคัญในชีวิต คือ ญาติพี่น้อง มิตรสหาย สามีหรือภรรยาและบุตรหลานอันเป็นที่รัก บนเส้นทางนั้น ไม่สถานีใดก็สถานีหนึ่ง เขาทั้งหลายก็ต้องลงจากขบวนรถ อย่างไม่มีวันกลับขึ้นมานั่งรถได้อีกตลอดไป

บางครั้ง เราอาจไม่รู้เสียด้วยซ้ำไป ว่าเขาทั้งหลายลงจากรถไปเมื่อใด และสถานีไหน?

บนเส้นทางนี้ เต็มไปด้วยเสียงเพลง เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ เสียงคร่ำครวญ
ความฝัน ความหวัง ความรัก ความแค้น ความชิงชัง ความโศกเศร้า ความยินดี
ได้พบเจอ อยู่ร่วม พลัดพราก และจากลากันนิรันดร...

ทิวทัศน์งามตาที่ได้พบ ผู้โดยสารต้องรู้ช่วยเหลือ เกื้อกูล หนุนส่ง รักใคร่ปรองดองต่อกัน

เคล็ดลับในการนั่งอยู่บนขบวนรถไฟลำนี้

เพราะเราก็ไม่รู้ว่าสถานีสิ้นสุดของเราอยู่ที่ไหน? เราจึงต้องรู้จักรับมือกับสถานการณ์ชีวิต อยู่กับปัจจุบัน ต้องรู้จักปรับเปลี่ยน กล้าที่จะปล่อยวาง ต้องรู้โอบอุ้มและให้อภัยผู้ร่วมขบวน
เพราะเมื่อถึงสถานีที่เราจะต้องลง จะได้เหลือความทรงจำดีๆไว้ให้คนที่ยังนั่งอยู่บนขบวนรถไฟนั้นได้จดจำ ต่อไป.....

ฝากไว้ให้คิด  โลกเราจะน่าอยู่มากขึ้น ถ้าเราใช้ชีวิตอย่างตื่นรู้ อยู่กับปัจจุบัน

Today is yours to shape.
Create a masterpiece.

วันนี้คือโอกาสที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด - สตีฟ มาราโบลี

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

ปาฐกถาน่าคิด


คำแปลบทปาฐกถา
จาก มร. ไฉ่ ซงฉี
ประธาน บ.อันโหวการบัญชี ประเทศจีน

การยื่น . . .
กล้วย 1 ลูก กับ ทอง 1 แท่ง ให้กับลิง ลิงต้องเลือกกล้วย เพราะมันไม่รู้ว่าทองแท่งสามารถที่จะซื้อกล้วยได้เป็นพันเป็นหมื่นลูกได้

ในทำนองเดียวกัน การยื่นทองแท่งกับสติปัญญาแก่คนใดคนหนึ่ง คนส่วนมากจะเลือกทองแท่ง เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าสติปัญญาสามารถจะแปรเปลี่ยนเป็นทองแท่งเป็นพันเป็นหมื่นแท่งได้

ดังนั้น บางครั้งการเลือกสรร
ก็สำคัญกว่าความขยัน

เมื่อ 10 ปีก่อน คุณเป็นใคร? หนึ่งปีก่อน คุณเป็นใคร?
แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ 
คุณเป็นใคร?
ก็ล้วนแต่ไม่สำคัญ
ที่สำคัญคือ วันนี้คุณเป็นใคร?

ชีวิตเรามีความเหน็ดเหนื่อยมาก
ปัจจุบันไม่เหนื่อย
ต่อไปก็จะเหนื่อยมากขึ้น

ชีวิตเรามีความลำบากมาก
ปัจจุบันไม่ลำบาก
ต่อไปก็จะลำบากมากขึ้น

มีแต่เคยเหน็ดเหนื่อย
จึงจะได้รับความสุขสบาย
มีแต่เคยลำบาก
จึงจะรู้ถึงความสบาย

ช่วงที่ยังเยาว์วัย ต้องกล้า..
ที่จะก้าวออกไป ....
ไปผจญกับลมฝนและหิมะ
เพื่อฝึกฝนจิตที่มีความอดทน
ความกระจ่าง เฉลียวฉลาด
และความสุขจึงจะตามมา

ในโลกนี้
นอกจากตนเองแล้ว
จะไม่มีใครที่ช่วยเหลือคุณอย่างแท้จริง

ไข่ไก่...
ถ้ามันแตกจากภายนอก
ก็จะเป็นอาหาร
ถ้ามันแตกจากภายใน
ก็จะเป็นชีวิต
ชีวิตคนก็เช่นกัน
หากถูกกระทำจากภายนอก
จะเป็นแรงกดดัน
หากถูกกระทำจากภายใน
จะเป็นการเติบโต

เชื่อว่า .. ชีวิตคนเรา
จะไม่ทอดทิ้งคุณ 
คุณทนได้กับความลำบาก
คุณรับได้กับความเหน็ดเหนื่อย
คุณตกลงไปในหลุม
คุณเดินผิดเส้นทาง
ล้วนแต่เป็นการฝึกฝน
ให้คุณเติบใหญ่ 
แข็งแกร่งที่ไม่เป็นรองใคร

จิตที่คิดแบบง่ายๆ
ชีวิตก็จะง่าย

ใจที่เป็นอิสระ
ชีวิตก็จะอิสระ

เรื่องต่างๆ
ให้หาวิธีการแก้ไขให้มาก
ลดการหาข้อแก้ตัว

ที่สุดแล้ว เชื่อว่า..
ความสุขจะอยู่ไม่ไกล
ยืนหยัดไว้ แล้วจะค้นพบ..
ตัวเองที่สุดแกร่งของคุณ

คุณพยายามและเต็มที่แล้ว
ถึงจะมีสิทธิ์พูดว่า ...
"ตนเองโชคไม่ดี"

ในโลกนี้ไม่มีงานการใด
ที่ไม่ลำบาก
ไม่มีงานการใดที่เกี่ยวข้องกับผู้คนไม่ซับซ้อน

จงยิ้มทุกวัน
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ในโลกนี้
นอกจากความตายแล้ว
ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น 

เพราะว่ามีวันพรุ่งนี้
วันนี้ จะเป็นเพียง..
วันเริ่มต้นเสมอ

หลังจากที่พยายามแล้ว
จึงจะรู้เรื่องราวต่างๆ
ขอใหัยืนหยัดไว้
แล้วจะผ่านไปได้

คนเราคนเดียว อยู่ข้างนอกไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่มีอะไร
สิ่งที่สู้กันคือความแข็งแกร่ง
ผู้ที่ยิ่งผ่านเหตุการณ์มาก
จะยิ่งสงบเรียบง่าย
ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์น้อย
จะยิ่งใจร้อนลุกลน

หวังว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว ทุกคนจะได้ข้อคิดที่ดี..

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

ลูกของแม่

(แรง นะ แต่ได้ข้อคิด)

ลูกแม่
วันนี้ตอนที่กินข้าวกลางวัน
ลูกคุยโทรศัพท์กับแฟนว่า
คอนโดห้องนั้นตอนนี้
ขึ้นราคาอีกแล้ว ถ้าไม่รีบซื้อ
น่ากลัวว่าจะพลาดโอกาสได้ห้องชุดดีๆ
อย่างนี้อีกแล้ว
แม่รู้ ลูกคุยกันเพื่อให้แม่ฟัง
ตอนนั้นลูกหันมามองแม่
แต่แม่ไม่ได้พูดอะไร

พอลูกวางสายจากแฟน
ลูกคงหวังว่าแม่จะพูดว่า
“ราคาเท่าไหร่ เดี๋ยวแม่ซื้อให้!”
แต่แม่ไม่ได้พูดในสิ่งที่ลูกต้องการได้ยิน
ลูกจึงฮึดฮัด วางช้อนส้อมเสียงดัง
แล้วก็ลุกเดินออกไปจากโต๊ะ
กระชากประตูเปิดปิดด้วยเสียงอันดัง

แม่มองตามหลังลูกไป
ลูกแม่ทำไมยังเอาแต่ใจ
ลูกยังต้องการเกาะพ่อกับแม่
อยู่อย่างนี้อีกเหรอ?
ทำไมไม่รู้จักโตซะที?

ลูกแม่ ตอนนี้ลูกอายุ 30ปีแล้วนะ
ลูกมีงานที่ดีทำ มีแฟน
มีพ่อกับแม่ที่เปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง
แค่นี้ ไม่มีเพียงพอให้ลูกยืนหยัดขึ้นมา
เป็นที่พึ่งของพ่อกับแม่ไม่ได้อีกเหรอ?

ตั้งแต่ลูกเป็นเด็ก
ลูกก็ชอบพึ่งพาอาศัยแม่มาตลอด แต่นี่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะลูก!

ตอนลูกอายุได้ 5 ขวบ
แม่ต้องคอยเก็บของเล่นที่ลูก
ทิ้งกระจัดกระจายไปทั่วบ้าน
ตอนลูกอายุได้ 10 ขวบ
ลูกเห็นเพื่อนๆใส่รองเท้าแฟชั่น
ลูกก็กลับมาร้องห่มร้องไห้
ให้แม่พาไปซื้อรองเท้า

ตอนลูกอายุได้ 15 ปี
ลูกส่งจดหมายให้เพื่อนหญิงในห้องว่า
“แม่เรารู้จักคนเยอะ
หากใครรังแกเธอ
บอกเราได้นะ
เราจะให้แม่เราไปจัดการให้”

ตอนลูกอายุได้ 20 ปี
ลูกโทรมาจากมหาวิทยาลัยทุกวัน
ว่าอาหารที่โรงอาหารไม่อร่อย
ทำไมแม่ไม่ส่งข้าวปลาอาหาร
หรืออาหารเสริมให้บ่อยๆ?

วันนี้ลูกอายุได้ 30 ปี
ลูกกลับพูดคุยโอ้อวดกับแฟน
และเพื่อนๆว่า
“แม่เราจะซื้อคอนโดให้เรา
ต่อให้เราไม่ทำงานอะไร
พ่อแม่เราก็เลี้ยงเราไหว!”
ที่ผ่านมาแม่ไม่ว่าอะไร
แม่ได้แต่ทำใจลืมๆสิ่งที่ลูกทำ

แม่ชินแล้วกับสิ่งที่ลูกร้องขอจากแม่
แม่คิดเพียงว่า วันนี้แม่เลี้ยงลูก
ดูแลลูกเป็นอย่างดี
ก็หวังว่าเมื่อพ่อและแม่แก่ตัวมา
จะได้ฝากผีฝากไข้ไว้กับลูกได้

ตอนนี้ลูกก็เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว
พ่อกับแม่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่
จากลูกได้แล้ว    แต่นี่มันอะไร?
ลูกของแม่ในวันนี้
ยังกลับมาให้แม่ทำกับข้าวให้กินทุกวัน
ยังไม่พอ  ยังพาแฟนมานั่งเป็นแขก
ให้แม่ทำกับข้าว
หาขนมมาเลี้ยงเธอทุกวัน

แม่ก็ยังทำงานอยู่นะลูก
ยังต้องทำอาหารให้ลูกทั้ง3มื้อ
ลูกจะให้แม่ยิ้มออกได้อย่างไร?
วันนี้แม่เข้าใจแล้ว
แม่ลำบากตรากตรำอยู่คนเดียว
แม่ทำทุกอย่างเพื่อลูก
แต่ทำให้ลูกเป็นคนที่..

"เห็นแก่ตัว"

ไม่เอาไหน

เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

ยิ่งโตมาลูกก็ยิ่งทำตัวเกียจคร้าน
ไม่เป็นโล้เป็นพาย
แม่คงต้องยอมรับเสียที
30 ปีที่ผ่านมา  ที่แม่รักลูก หลงลูก
เป็นความผิดมหันต์ของแม่

มีอยู่ครั้งหนึ่ง
ที่แม่หยอกลูกว่า
“แม่คงไม่ทันมีชีวิต
ได้อุ้มหลานตัวน้อยซะแล้ว”
ลูกร้องเสียงหลง
“ได้ยังไงแม่
แล้วใครจะทำกับข้าวให้ผมกับเมียกิน
ลูกผมอีกล่ะ แล้วใครจะมาช่วยเลี้ยง?”

วันนั้น
แม่เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
แม่เจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ
ลูกแม่คิดอะไรอยู่
ทำไมถึงพูดกับแม่อย่างนี้?

แม่จะต้องเลี้ยงดูลูกอย่างนี้
ไปจนตายเหรอ?
แม่ไม่ได้เลี้ยงลูกให้เป็นนกอินทรี !
แต่แม่เลี้ยงลูกให้เป็นปลิง!
ที่คอยดูดเลือดแม่ให้เหือดแห้ง
ไปจนตาย.....

ลูกแม่
วันนี้แม่จะไม่ตามใจลูกอีกต่อไปแล้ว
ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของลูก
แม่ได้เลี้ยงดูและส่งเสียให้ลูก
ได้มีวิชาความรู้ติดตัวแล้ว

ต่อจากนี้ไป
แม่จะไม่สนใจการกินอยู่
ของลูกอีกแล้ว
แม่เพิ่งลาออกจากงานมาเมื่อวาน แม่จะไม่เอาเงินบำเหน็จ
มาปนเปรอให้ลูกได้เสพสุข
โดยแม่ต้องทุกข์ทรมานไ
ปจนตายอีกแล้ว

หากลูกไม่พอใจ
ไม่อยากอยู่กับพ่อแม่
ลูกก็ขนของออกจากบ้านนี้
ไปเช่าอยู่ข้างนอก
ลูกจะกินจะอยู่อย่างไร
ก็แล้วแต่ลูกเถิด

ลูกแม่
แม่ไม่ควรรักลูกแบบผิดๆ อย่างนี้
แม่ขอโทษ...

ช่วยกันแชร์เพื่อช่วยเหลือแม่และลูก
ในอีกหลายครอบครัว เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

"WORDS" OF WISDOM

by    Warren Buffet:

1. ON EARNING:
Never depend on single income. Make investment to create a second chance.

2. ON SPENDING:
If you buy things you do not need, soon you will have to sell things you need.

3. ON SAVINGS:
Do not save what is left after spending, but spend what is left after saving.

4. ON TAKING RISK:
Never test the depth of a river with both feet.

5. ON INVESTMENT:
Do not put all eggs in one basket.

6. ON EXPECTATIONS:
Honesty is a very expensive gift. Do not expect it from cheap people.

7. IF YOU are depressed, you are living in the past. If you are anxious, you are living in the future. If you are at peace, you are living in the present. Past is a waste paper. Present
is a newspaper and future is a question paper.

8. WHEN bad things happen in your life you have three choices. You can either let it define you, let it destroy you or you can let it strengthen you.

9. EMPTY pockets teach you a million things in life but full pockets spoil you in a million ways.

10. OUR EYES are in the front because it is more important to look ahead than to look back.

11. WE USED a pencil when we were small but now we use pens...do you know why?

Because mistakes in childhood can be erased but not now.

So read and write carefully otherwise life will be a tissue paper.
---------------------

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

ของมีไว้ใช้ คนมีไว้รัก

อ่านหน่อยเถอะนะ ดีมากๆๆ ...จริงๆ นะ..
บทความนี้ ให้ทั้งความรู้ และแง่คิดที่ดีมาก ๆ
~~~~~~~~~~~~
ขณะที่... ชายคนหนึ่ง กำลังล้างรถใหม่-ของเขา
ลูกชายวัย 6 ขวบ-ได้เอาก้อนหินมาขีดเส้น
ข้างรถของเขา ...

ด้วยความโกรธ ... เขาจับ-มือลูกชายมา ...
ตีอย่างแรง-ไปหลายที ...
โดย ไม่ได้ตระหนัก...ว่า สิ่งที่เขาใช้ตี-คือ ...
ประแจ-ขันน็อต

ที่ รพ. ลูกชายของเขา-ต้องสูญเสียนิ้วมือ
ทั้งหมด เพราะ ... กระดูกแตก-ละเอียด ...

เมื่อ ... เด็กชายเจอ ... พ่อ
เขาถาม-พ่อด้วยสายตา ... อันเจ็บปวด

พ่อครับ ! นิ้ว-ผม..จะงอกมา-เหมือนเดิม ...

ชายคนนั้น ... เจ็บปวดมาก ...และ พูดไม่ออก
เขากลับไป ... เตะรถคันนั้น-หลายครั้ง ...
เขาได้ ... ทำลายมัน ... ด้วยตัว-เขาเอง
เขานั่ง ... หน้ารถ แล้ว ... มองที่รอย ... ขีดข่วน
ลูกชายเขา ... เขียนคำว่า ... " ผมรักพ่อ "

วันรุ่งขึ้น ... เขา ... ก็ฆ่า-ตัวตาย

ความโกรธ และ ความรัก ... ไม่มีขีด-จำกัด

จงเลือกสิ่งหลัง ... เพื่อการอยู่อย่างงดงาม ...
และ อบ-อวลด้วย ... ความรัก ...
สิ่งของ-ทั้งหลาย ... มีไว้เพื่อให้ใช้... 
คน มีไว้เพื่อ ... ให้รัก ...
แต่ ... ปัญหาของโลก ... ในปัจุบัน ... คือ ...
คนมีไว้-เพื่อถูกใช้งาน แต่ สิ่งของกลับเป็นที่รัก
จากนี้-ไป ... ขอให้ พวกเรา ... ตั้งใจจดจำไว้ว่า

สิ่งของทั้งหลาย ... มีไว้เพื่อถูกใช้งาน ...
และ คนมีไว้ ... เพื่อเป็น-ที่รัก ...

จงเฝ้าดู ... ความคิดคุณ ...
เพราะ ... มันจะกลาย-เป็นคำพูด ...
จงเฝ้า ... ระวังคำพูด ...
เพราะ ... มันจะกลาย ... เป็นการกระทำ ...
จงเฝ้าดู ... การกระทำ ...
เพราะ ... มันจะ-เป็นนิสัย ...
จงเฝ้าระวัง ... นิสัยคุณ ...
เพราะ ... มันจะเป็น ... บุคคลิก ...
จงเฝ้าดู ... บุคคลิก ...
เพราะ ... มันจะบอก...ความเป็นตัวตน-ของคุณ

ฉันดีใจ ... ที่ เพื่อนส่งบทความนี้-มาช่วยเตือน

ถ้า-คุณไม่ส่งมันต่อ ... ก็ไม่ผิดอะไร ...
แต่ ... ถ้าส่งต่อ ... คุณอาจเปลี่ยนชีวิต ...
ใคร-บางคนได้ ...
ฉัน-ไม่ใช่ผู้วิเศษ ... เธอก็-ไม่ใช่ ... เทวดา...
มนุษย์-เท่ากัน ...
(ส่งพลังใจให้กัน-เริ่มทันที-พรุ่งนี้...อาจ-ไม่มี)

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รอให้พร้อม สายไปหรือเปล่า

ต้นไม้แก่ ขอฝนจากเมฆก้อนน้อย
เมฆก้อนน้อยตอบเพียงว่า

น้ำฝนมีอยู่น้อย กลัวว่ามันคงจะไม่พอให้ต้นไม้แก่ได้ชื่นใจ

วันต่อมา
เมฆก้อนน้อยก็ยังคงบอกเช่นเดิม
มันน้อยไป จึงไม่พร้อมที่จะให้

เมฆก้อนน้อยจึงเดินทาง และพยายามสะสมฝน
เพื่อที่จะให้มันมากพอ พอที่จะทำให้ต้นไม้แก่ได้ชื่นใจ

เมื่อมีปริมาณมากพอ
เมฆน้อยจึงกลับมา

แต่สิ่งที่พบข้างหน้า
มีเพียงซากต้นไม้แก่ที่ตายแล้ว

เมฆน้อยได้แต่ร้องไห้แล้วถามว่าทำไม ความพยายามของฉัน ไม่มีค่าเลยเหรอ

ชายหนุ่มที่นั่งใต้ต้นไม้จึงได้แหงนหน้าแล้วบอกเมฆน้อยไปว่า

" การที่เราจะให้อะไรแก่ใครสักคนที่เรารัก มันไม่ต้องรอให้มากพอ หรือรอความพร้อมอะไรหรอก
ให้เท่าที่มี ก็ทำให้คนรับชื่นหัวใจได้
ความพยายามเป็นสิ่งที่ดี
แต่มันก็มีเวลาเป็นเงื่อนไขนะ

อย่าไปรอให้รวย ถึงจะทำอะไรให้คนที่เรารัก
อย่าไปรอให้พร้อม ถึงจะทำอะไรให้คนที่เรารัก
เพราะคนที่เรารัก อาจไม่มีเวลามากพอที่รอเรา "

แล้วก่อนที่ต้นไม้แก่จะจากไป
เขาฝากบอกเธอไว้ว่า ถ้าเห็นเธอผ่านมา
ให้บอกเธอว่า เขารักเธอ

เมฆน้อยได้แต่หลั่งน้ำตาออกมาเป็นเม็ดฝนอย่างไม่ขาดสาย
ให้กับต้นไม้ที่ไม่มีวันแตกใบให้ได้เห็นอีกต่อไป ตลอดกาล

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

ปรัชญาจากถ้วยกาแฟ


ณ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง บรรดาศิษย์เก่าที่จบจากสถาบันนี้ แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพ มีชื่อเสียงในวงสังคม ตามวงการต่างๆ มากมาย มีทั้งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และที่กระท่อนกระแท่น ยังดิ้นรนอยู่ในหน้าที่การงานก็เยอะ

วันนี้ เนื่องในวาระที่อาจารย์พ่อซึ่งเป็นที่เคารพของศิษย์เก่าทุกคน จเกษียณอายุ...บรรดาศิษย์เก่า จึงถือเป็นโอกาสดี ที่จะกลับไปเยี่ยมสถาบัน เพื่อเลี้ยงสังสรรค์และรำลึกถึงอาจารย์พ่อ

หลังจากกินเลี้ยงกันมาได้พักใหญ่ วงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไป เป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียด ในการทำงานและปัญหาชีวิต

แต่ละคนมีปัญหาแตกต่างกันออกไป มากบ้างน้อยบ้าง อาจารย์พ่อฟังปัญหาของลูกศิษย์ทุกคนอย่างตั้งใจ รับฟังโดยไม่มีคำวิจารณ์ หรือนำเสนอความเห็นของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย

เมื่อฟังปัญหาของลูกศิษย์จบทุกคน อาจารย์พ่อเสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า ท่านเดินเข้าไปในครัวและออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟแบบต่างๆ บ้างเป็นถ้วยกระเบื้อง บ้างเป็นถ้วยพลาสติก และบ้างก็ทำด้วยแก้ว มีถ้วยกาแฟหลายใบที่เป็นแบบพื้นๆ ธรรมดาๆ...บางใบสวยวิจิตรสูงค่า

"เอ้า-อาจารย์ชงกาแฟใส่เหยือกมาให้แล้ว พวกเธอจัดการรินใส่แก้วดื่มกันเองนะ"

บรรดาลูกศิษย์ มองถ้วยกาแฟหลากหลาย ด้วยความสนใจ แล้วพากันเลือกถ้วยกาแฟพร้อมๆ กับรินกาแฟออกมาจากเหยือกใส่ถ้วยที่ต่างกันออกไป

เมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคน แล้วอาจารย์พ่อ กล่าวว่า
“ลองดูถ้วยกาแฟในมือของพวกเธอ กับถ้วยกาแฟที่เหลืออยู่ในถาดซึ่งไม่มีคนเลือกสิ สังเกตุกันรึเปล่า...ถ้วยสวยๆ แพงๆ ถูกเลือกไปหมด เหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก...เป็นเรื่องปกติ ที่พวกเรามักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดโดยลืมคิดถึงความต้องการที่แท้จริงของเรา...และนี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายในชีวิต

ความจริงวันนี้สิ่งที่พวกเราต้องการแท้จริงคือ กาแฟ ไม่ใช่ ถ้วยกาแฟ แต่จิตสำนึกกลับ นำพาเราไปเลือกที่ถ้วย มิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย...

หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคม ก็คือ ถ้วยกาแฟ ซึ่งมันก็เป็นเพียงเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิตเปลี่ยนไป

บางครั้ง….การมัวเพ่งที่ถ้วยใส่กาแฟ มันก็จะทำให้เราลืมใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ ถ้ารู้จักชีวิตที่แท้จริง…สิ่งของ หรือตำแหน่งหน้าที่ มันก็แค่ส่วนเคลือบ ไม่ใช่เนื้อหาหรือแก่นแท้ที่สำคัญของชีวิตเลย

ชีวิตไม่ได้ต้องการถ้วยกาแฟ แต่ที่ชีวิตต้องการคือ 'รสชาติกาแฟ' เท่านั้นเอง...

Cr. Forwarded Line

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เงินทองของส่วนตัว ทรัพยากรของส่วนรวม นะจ๊ะ


"Money is yours but resources belong to the society"

"‪#‎เงินทองเป็นของคุณก็จริงแต่ทรัพยากรนั้นเป็นสมบัติของส่วนรวมนะ‬... "

(เรื่องดีๆ จากเมล์ ไม่ทราบชื่อคนแต่ง )..

เยอรมันเป็นประเทศซึ่งพัฒนาอุตสาหกรรมไปไกลแล้ว ประเทศนี้เป็นผู้ผลิตสินค้าชั้นนำอย่างเช่น เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู ซีเมนส์ เป็นต้น ปั๊มพ์ที่ใช้ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ผลิตขึ้นในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งของประเทศนี้

ในประเทศซึ่งมีการพัฒนาไปไกลเช่นนี้ คนส่วนใหญ่คงคิดว่า...

ประชาชนชาวเยอรมันคงใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย อย่างน้อยนั่นเป็นความรู้สึกของผม ก่อนเดินทางไปศึกษาดูงานที่นั่น...เมื่อผมเดินทางถึงฮัมบรูก เพื่อนร่วมชาติซึ่งทำงานอยู่ที่นั่นจัดให้มีการเลี้ยงต้อนรับผมที่ภัตตาคาร

ขณะที่เราเดินเข้าไปในภัตตาคาร เราพบว่าโต๊ะจำนวนมากว่างอยู่ มีโต๊ะหนึ่งมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังนั่งกินอาหารกันอยู่ บนโต๊ะของทั้งคู่ มีอาหารอยู่เพียงสองจาน และเบียร์อีกสองกระป๋อง ผมคิดสงสัยอยู่ในใจว่า อาหารมื้อง่ายๆ อย่างนี้ จะทำให้เกิดบรรยากาศโรแมนติคขึ้นได้อย่างไร และสาวน้อยคนนี้จะเลิกคบกับไอ้หนุ่มขี้เหนียวคนนั้นหรือไม่ มีหญิงสูงอายุอีกสองสามคนนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง เมื่อคนเสิร์ฟนำอาหารมาบริการ เขาจะทำการแบ่งอาหารให้กับลูกค้าเหล่านั้น และทุกคนจะกินอาหารจนหมดสิ้น ไม่มีเศษเหลืออยู่บนจานให้เห็น

พวกเราไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้คนเหล่านั้นมากนัก เพราะเรากำลังนั่งรออาหารหลายจานที่ได้สั่งไปแล้วด้วยความหิวโหย อาหารเสิร์ฟออกได้รวดเร็วดี คงเป็นเพราะภัตตาคารมีแขกน้อย เราใช้เวลาในการกินอาหารเย็นมื้อนั้นไม่นาน เพราะเรายังมีกิจกรรมอื่นรออยู่ ขณะที่เราลุกออกจากโต๊ะ ยังมีอาหารเหลือคาจานอยู่อีกราวหนึ่งในสาม

ขณะที่เดินออกจากภัตตาคาร เราได้ยินเสียงใครร้องทักให้หยุด เราหันมอง เห็นเป็นหญิงสูงอายุกลุ่มนั้นกำลังพูดกับเจ้าของภัตตาคารด้วยภาษาเยอรมัน เมื่อเขาเริ่มพูดกับเราเป็นภาษาอังกฤษ เราจึงเข้าใจที่เขาไม่พอใจการกินทิ้งกินขว้างของพวกเรา เราออกอาการหงุดหงิดทันทีที่เขาเข้ามายุ่มย่ามเกินกว่าเหตุ

"พวกเราจ่ายค่าอาหารแล้ว มันไม่ใช่กงการอะไรของพวกคุณสักหน่อย"

เพื่อนของเราคนหนึ่งชื่อ กุย ( Gui) ตอกหน้าหญิงสูงอายุเหล่านั้น หญิงเหล่านั้นโกรธกริ้วเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที หนึ่งในนั้นหยิบมือถือขึ้นมา ต่อสายถึงใครบางคน ไม่นานช้า ชายในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่องค์กรสวัสดิการสังคม (Social Security organization) ก็มาปรากฏกาย ภายหลังจากฟังความจนรู้เรื่องว่าอะไรขึ้น

เขาก็สั่งปรับพวกเราเป็นเงิน 50 มาร์ค พวกเราทุกคนต่างเงียบกริบ เพื่อนซึ่งพักอยู่ในเมืองนี้หยิบเงิน 50 มาร์คส่งให้ไปพร้อมกล่าวขอโทษขอโพยซ้ำๆ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกล่าวกับเรา ด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดว่า "สั่งอาหารเท่าที่พวกคุณจะกินได้หมด เงินทองเป็นของคุณก็จริง แต่ทรัพยากรเป็นสมบัติส่วนรวม มีคนอีกจำนวนมากในโลกนี้ที่อดอยากหิวโหย พวกคุณไม่มีเหตุผล ที่จะใช้ทรัพยากรอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ " 

สีหน้าพวกเราเปลี่ยนเป็นสีแดง เราเห็นด้วยกับคำพูดของเขาหมดหัวใจ ทัศนคติของผู้คนในประเทศร่ำรวยแห่งนี้ทำเอาพวกเราอับอายขายขี้หน้า เราต้องทบทวนพิจารณาตัวเองกันจริงๆ จังๆ ในประเด็นนี้ พวกเรามาจากประเทศด้อยพัฒนาที่มีทรัพยากรไม่อุดมสมบูรณ์นัก แต่เพื่อปกปิดปมด้อยเหล่านี้ เราจึงสั่งอาหารมามากมาย และจงใจให้เหลือในยามจัดเลี้ยงผู้อื่น บทเรียนนี้สอนเราให้คิดอย่างจริงจังเพื่อที่จะปรับเปลี่ยนนิสัยไม่ดีเหล่านี้เสีย เพื่อนผู้จ่ายค่าปรับถ่ายสำเนาใบเสร็จค่าปรับแล้วมอบให้กับพวกเราทุกคนพวกเราทุกคนรับเก็บไว้โดยดุษฎี และนำแปะไว้ข้างฝา เพื่อเตือนใจตลอดไปว่า เราจะไม่ทำตัวเป็น 'คางคกขึ้นวอ' อีกอย่างเด็ดขาด...