หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องซึ้งๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องซึ้งๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าความรัก


เรื่องที่หลายคนเคยอ่าน แต่ยังอ่านได้ซ้ำและซึ้งเสมอ

"ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน
จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
'ใครขโมยเงินไป' พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
'ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ'
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า
'ผมขโมยเองครับ'
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้
และด่าว่าน้องชายของฉัน
' ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย'

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
' พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว'
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า
' ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ'
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
'แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน'

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
' ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว'
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
'ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้'
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ
ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
' ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้'
แต่ในขณะเดียวกัน
ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
ใครจะรู้ได้ .......

วันต่อมาในตอนเช้ามืด
น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ
' พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่ '

ฉันนั่งอยู่บนเตียง
อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....
ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น
กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
'มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ'
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
...
ฉันถามเขาว่า
'ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ'
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
'ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ
ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี'
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
' พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม'
จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ  เขาติดกิ๊บให้ฉัน
แล้วพูดว่า
'ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง'
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
'แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ'
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
' แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ'
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด 'เจ็บมากไหม'
ฉันถาม
'ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
และ...'
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
'เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ'
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อออกไปแล้ว
ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
เขาบอกกับฉันว่า

'พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง'
สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัวเราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
' ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้
ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง'
คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
'พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด'
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
ฉันบอกกับน้องว่า
'แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่...'
'ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ'
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
' ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้'

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล
'พี่สาวของผมครับ' .....
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
'ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.
เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน
วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง
ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
และจะทำดีกับเธอ'

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......
'ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ'
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ
พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม

ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า
'ซัมซุง'

ประธานอี บย็อง-ช็อล
เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทซัมซุงบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้ อี บย็อง-ช็อล เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2453ในจังหวัดอึย-เรียง มนฑลคยองซังนัมอี ได้ก่อตั้งบริษัทการค้าซัมซุงขึ้นในปี พ.ศ. 2481 ในเมืองแทกู หลังจากนั้นก็ได้ก่อตั้งบรัษัทซัมซุงโปรดักส์ บริษัทสิ่งทอ และ บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดระยะเวลาที่เค้าได้ทำคุณประโยชน์นานับประการให้กับประเทศเกาหลีใต้ เขาจึงกลายเป็นต้นแบบทีมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแวดวงธุรกิจในยุคสมัยนั้น ในปี พ.ศ. 2504 เขาได้รับการเสนอชื่อและได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมนักธุรกิจ นี้เป็นเรื่องราวคร่าวๆ ของผู้เคยเป็นคนบริหาร Samsung

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มือที่มองไม่เห็น หากสร้างเราให้แข็งแกร่งได้

หายไปนาน เนื่องจากติดภาระกิจสำคัญ เลยไม่สามารถหาเวลามาโพสเรื่องราวดีๆ ให้ผู้อ่านได้อ่านกัน  วันนี้พอมีเวลาอยู่นิดหน่อย เลยขอเอาเรื่องราวที่ได้อ่านใน Facebook มาเล่าให้ฟังนะคะ อ่านแล้วซึ้งมาก และให้ข้อคิดอะไรได้ดีทีเดียว ต้องขอขอบคุณเพื่อนใน Facebook ที่หยิบเรื่องนี้มาชร์ให้อ่านกันนะคะ ลองอ่านดูค่ะ

"คนที่เรามองไม่เห็น"

มีผู้หญิงคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ 
ทำให้ต้องตาบอดทั้งสองข้าง 
และเธอก็ทุกข์ทรมานกับการสูญเสียการมองเห็น 
แต่สามีเธอก็พยายาม ปลอบใจ และให้กำลังใจเธอตลอด 
พยายามสอนให้เธอใช้ประสาทสัมผัสให้มากขึ้น 

ที่ทำงานของเธอกับสามีอยู่คนละทาง 
แต่เขาก็ขับรถไปส่ง และไปรับอยู่เสมอ 
จนวันหนึ่งสามีเธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก 
เขาจึงพูดกับเธอว่าให้เธอลองพยายามขึ้นรถเมล์ไปทำงานเอง 
โดยที่เขาไม่ต้องไปรับไปส่งได้ใหม 

นาทีนั้น ….. 
เธอรู้สึกเหมือนโดดเดี่ยว และน้อยใจสามีเธอ 
แต่เธอก็พยายามทำตามที่เขาขอ 
เธอพยายามขึ้นรถเมล์เอง พยายามไปทำงานด้วยตัวเอง 
จนในที่สุดเธอก็สามารถทำได้ 

วันหนึ่งก่อนที่เธอจะลงรถไปทำงานตามปกติ 
คนขับรถเมล์ก็เข้ามาจับแขนเธอและพูดกับเธอว่า 
ผมช่างอิจฉาคุณผู้หญิงจริงๆครับ 
เธอก็เลยถามว่า อิจฉาเธอเรื่องอะไร 
คนขับรถเมล์ก็เลยบอกว่า ....... 

สามเดือนที่ผ่านมา 
ผมจะเห็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งเขาจะขึ้นรถเมล์ตอนเช้า 
มานั่งตรงเบาะหลังคุณ เฝ้ามองดูคุณด้วยความห่วงใย 
และตามคุณลงรถไป 
และเฝ้าดูคุณเดินเข้าไปที่ทำงานอย่างห่วงใย 
และตอนเย็นทุกๆเย็นเขาก็จะมาเฝ้ารอดูคุณขึ้นรถ 
และคอยดูคุณจนคุณลงรถ 

พอเธอได้ยินดังนั้น.... 
เธอก็นำตาไหลด้วยความตื้นตัน......และสำนึกผิด......... 
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยทิ้งเธอไปไหน
เขายังอยู่ดูแลเธออย่างใกล้ชิด 
เขาเหนื่อยยิ่งกว่าตอนที่เขาต้องคอยมารับมาส่งเธอซะอีก 

เธอหวนนึกถึงคำพูด เขา ที่บ่นลอยๆ ออกมา บ่อยๆ ว่า
ชีวิตคนไม่แน่นอน อาจตายวันนี้ พรุ่งนี้ ได้ทุกเมื่อเลยนะ.. 
ดูอย่างคุณสิ...เมื่อวานยัง มองเห็น วันนี้ คุณมองไม่เห็นแล้ว.... 
เธอ คิดน้อยใจเขา มาตลอด 3 เดือน ที่คิดว่า เขา เบื่อ 
รำคาญ การเป็น คนตาบอดของเธอ... 
ณ วันนี้เธอรู้แล้วว่า ....เขากลัวว่า วันนี้ พรุ่งนี้เขาจะตายไป... 
แล้ว เธอ จะไม่สามารถ ไปไหนมาไหน หรือ มีชีวิตอยู่ เองได้ ถ้าขาดเขา.....

โดย: อั๊ยยะ

เรื่องนี้อ่านแล้ว ก็ให้นึกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา ถ้ามองระดับครอบครัว จะมีลูกคนไหน ที่กำลังนึกน้อยใจพ่อแม่อยู่ ว่าท่านไม่สนใจ เราจะทำอะไร ก็ต้องทำด้วยตนเอง จะขอเงินกินขนม ก็ไม่ใช่ให้ได้ง่ายๆ ต้องให้ทำโน่น ทำนี่ให้ก่อน ทั้งๆ พ่อแม่ก็มีเงินล้นเหลือ ทำไมขอเงินแค่นี้ ต้องงกกับเราด้วย  แต่ถ้าคิดดีๆ พ่อแม่ทำอย่างนี้ ก็เพื่อฝึกเรา ให้รู้จักทำงาน ให้อดทนและทนอดเป็น เราจะไม่เสียเด็ก หรือเป็นเด็กที่ถูก spoil จนในอนาคต ก็กลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ โดยที่ไม่คิดทำอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น และสุดท้าย เราก็อาจกลายเป็น "กากสังคม" หรือคนไม่มีค่าไปเลย  นี่พ่อแม่กำลังช่วยเราไม่ใช่หรือ 

ถ้ามองระดับประเทศ พ่อหลวงของเราสอนเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง"  หลายคนก็พูดกันติดปาก แต่ในทางปฏิบัติมีสักกี่คนที่ทำได้จริงๆ เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช้เรื่องของคนจนเท่านั้น แต่เศรษกิจพอเพียง ก็คือความเพียงพอ พออยู่พอกินตามอัตภาพ ไม่โลภจนเกินไป และพึงพาตัวเองได้  คนรวยก็พอเพียงแบบคนรวย คนไม่รวย ก็พอเพียงแบบคนไม่รวย คนรวยจริงคือ คนที่รู้จักพอ และสามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้ จะมีคนเห็นไหมหนอ คำที่พ่อสอน และความหวังดีที่พ่อให้  หรือคนเราเห็นแก่ได้เฉพาะหน้า มองเห็นคนที่กำลัง spoil เรา ด้วยทุนนิยม ด้วยบัตรเครดิตคนจน ด้วย Tablet แจกฟรี แล้วสร้างนิสัยเสีย สร้างหนี้ให้กับเรา จนเราต้องอยู่แบบ "ขอ" พึงพาเขาร่ำไป ไม่เคยยืนได้ด้วยตัวเองจริงๆ  แบบนี้หรือ ที่เราเลือกให้มันเป็นไป

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

กล่องทองคำ

ครั้งหนึ่ง ในคืนก่อนวันปีใหม่… คุณพ่อคนหนึ่งทำโทษลูกสาวด้วยความอารมณ์เสีย
เขาโกรธที่เด็กน้อยเอากระดาษห่อของขวัญสีทอง ซึ่งมีราคาแพงมาก มาใช้ห่อของขวัญเล่นอย่างสิ้นเปลือง
เขาเข้าใจว่าลูกสาวแค่พยายามจะตกแต่งบ้านสำหรับวันปีใหม่เท่านั้น

เป็นที่รู้กันว่าในช่วงนั้นสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก ใคร ๆ ก็มักจะอารมณ์เสียกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ได้เสมอ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเด็กน้อยก็ยังถือกล่องของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษสีทองมาให้คุณพ่อ
“กล่องนี้ของพ่อนะคะ” เด็กน้อยเอ่ยกับพ่ออย่างร่าเริง

คุณพ่อรู้สึกละอายกับการกระทำของตนเองเมื่อคืนนี้ที่ออกจะรุนแรงเกินไปบ้าง
เขากล่าวขอบคุณลูกสาวเบา ๆ พร้อมกับค่อย ๆ แกะกล่องของขวัญอย่างระมัดระวัง
ปรากฏว่าเป็นกล่องเปล่า …ไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย

คุณพ่อของเด็กน้อยรู้สึกโกรธขึ้นมาอีก เขาตะโกนถามลูกสาวว่า
“นี่ลูกไม่เคยรู้เหรอว่าเวลาจะให้กล่องของขวัญกับใคร …มันควรจะมีอะไรอยู่ในนั้นบ้างน่ะ”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองคุณพ่อช้า ๆ เธอสะอึกสะอื้นตอบคุณพ่อของเธอ
“แต่เมื่อคืนหนู… หนูใส่ของขวัญไว้ให้คุณพ่อแล้วนะคะ หนูหอมแก้มคุณพ่อใส่ไว้จนเต็มกล่องเลย”
คุณพ่อรู้สึกตื้นตันขึ้นมาทันที เขายกตัวลูกสาวขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก แล้วขอร้องให้เด็กน้อยให้อภัยที่เขาอารมณ์เสียไปบ้าง

…ที่น่าเศร้าก็คือ หลังจากนั้นไม่นาน เด็กน้อยก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
ต่อมาอีกหลายปี ยังมีคนเห็นว่าคุณพ่อคนนี้ยังเก็บกล่องของขวัญสีทองนั้นไว้ที่หัวเตียงอยู่เสมอ
เมื่อใดที่เขารู้สึกท้อแท้หรือเศร้าใจ เขาจะหยิบกล่องสีทองขึ้นมาเปิด แล้วจินตนาการว่า
เด็กน้อยได้กลับมาหอมแก้มเขาอีกครั้ง 

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ คุณพ่อจึงยังคงจดจำความรักของลูกสาวที่มีให้เขาอย่างมากมายอยู่เสมอมา…เหมือนกับว่า
สิ่งที่มีค่าที่สุดของลูกสาวที่เขาสามารถยึดถือเอาไว้ได้ ไม่ใช่กล่องของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษสีทอง หรือกล่องที่ทำจากทองคำแท้ใด ๆ ทั้งนั้น แต่เป็นความรักอันแสนจริงใจที่ลูกสาวของเขาได้ฝากเอาไว้จนเต็มกล่องนั่นต่างหาก

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เรื่องซึ้งๆ ในวันคริสต์มาส

สองเดือนเป็นอย่างน้อยก่อนวันคริสต์มาส  เจนนี่ วัย 9 ขวบ บอกพ่อและฉันว่า "หนูอยากได้จักรยานใหม่ค่ะ"

ขณะที่วันคริสต์มาสใกล้เข้ามา ความอยากได้รถจักรยานของเจนนี่ดูเหมือนจะจางลง หรือไม่เราก็คิดไปเอง ฉันจึงซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ รุ่นที่กำลังเป็นที่นิยมล่าสุดกับบ้านตุ๊กตาเตรียมไว้ให้เป็นของขวัญวันคริสมาสต์  แต่แล้วเราก็พบกับความแปลกใจมากที่ วันที่ 23 ธันวาคม เจนนี่พูดว่า

"หนูอยากได้รถจักรยานมากกว่าอะไรทั้งหมด..."

... โอ้ มันสายเกินไปแล้ว มีเรื่องจุกจิกมากมายต้องจัดการ ทั้งเตรียมอาหาร เตรียมสถานที่จัดฉลองวันคริสต์มาส แล้วจะต้องมาหาซื้อของขวัญในนาทีสุดท้าย เราไม่มีเวลาจะไปเลือก "จักรยานที่เหมาะสม" สำหรับลูกสาวตัวน้อยๆ ของเรา

ดังนั้นเวลาสามทุ่มของคืนวันคริสต์มาสอีฟ พ่อกับฉันจึงต้องมาปรึกษากัน ตอนนั้นเจนนี่ และจิมมี่ น้องชายวัย 6 ขวบนอนสบายอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้เราคิดเพียงเรื่องจักรยาน ความรู้สึกผิด และการเป็นพ่อแม่ที่ทำให้ลูกผิดหวัง

"ถ้าผมปั้นจักรยานเล็กๆ ด้วยดินน้ำมัน และเขียนโน้ตติดไว้ว่า แกสามารถเอาดินน้ำมันจำลองมาแลกเป็นจักรยานจริงๆ ได้ล่ะ"

พ่อถามฉัน และให้เหตุผลว่าจักรยานเป็นของราคาแพง และเจนนี่ก็โตมากพอ ที่จะเลือกจักรยานที่แกอยากได้ด้วยตัวเอง  ดังนั้นพ่อจึงใช้เวลาสี่ชั่วโมงต่อมา ปั้นดินน้ำมันเป็นจักรยานจำลองด้วยความยากลำบาก

เช้าวันคริสต์มาส เราตื่นเต้นมากที่จะให้เจนนี่เปิดห่อรูปหัวใจเล็กๆ ที่มีจักรยานดินน้ำมันสีขาวแดงและกระดาษโน้ตอยู่ข้างใน

เจนนี่เปิดห่อของขวัญออกและอ่านโน้ตที่เขียนไว้ แล้วพูดขึ้นมาว่า "นี่แปลว่าหนูต้องแลกจักรยานคันนี้ที่คุณพ่อทำให้หนูกับจักรยานจริงๆ หรอคะ"

ด้วยความยินดี ฉันตอบว่า "ใช่จ๊ะ"

เจนนี่น้ำตาคลอเมื่อแกตอบว่า "หนูคงแลกจักรยานแสนสวยที่พ่อทำให้หนูคันนี้ไม่ได้หรอกค่ะ หนูอยากเก็บมันไว้มากกว่าจะอยากได้คันจริง"

ในตอนนั้นเราแทบจะพลิกแผ่นดินเพื่อซื้อจักรยานทุกคันบนดาวดวงนี้ให้แก

Merry Christmas 2010