หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เหรียญสองด้าน มองต่างมุม


ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่า
เพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร 
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก 
ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ 
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง 

แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล 
จากลำธารกลับสู่บ้าน 
จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตก
เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว 

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม
ที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง 
ซึ่งแน่นอนว่า ถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิ
จะรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานเป็นอย่างยิ่ง 
ในขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก 
อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง 
มันรู้สึกโศกเศร้า 
กับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียว 
ของจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา 

หลังจากเวลา 2 ปี ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่า 
เป็นความล้มเหลวอันขมขื่น 
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า 

'ข้ารู้สึกอับอายตัวเอง 
เป็นเพราะรอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้า 
ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมา 
ตลอดเส้นทางที่กลับไปยังบ้านของท่าน' 

คนตักน้ำตอบว่า 'เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่า 
มีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า 
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง 

เพราะข้ารู้ว่า เจ้ามีรอยแตกอยู่ 
ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ 
ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า 
และทุกวันที่เราเดินกลับ ... 
เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น 
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้น 
กลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว 
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว ... 
เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้' 

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่อง 
ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง 
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น 
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ 
และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้ 

สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับ 
คนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น 
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุด 
ในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง 

มองโลกหลายๆ ด้าน 
เพราะคนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มองโลกในแง่ดีกันเถอะ


จอร์รี่เป็นผู้จัดการของร้านอาหารแห่งหนึ่งในอเมริกา เขามักจะอารมณ์ดีอยู่เสมอ และมักจะมีมุมมองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในแง่ดี เวลาที่มีใครถามเขาว่าเขาทำอย่างนั้นได้อย่างไร เขามักจะตอบว่า "ถ้าผมสามารถเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้.....ผมอยากจะมีฝาแฝด!"

พนักงานเสริ์ฟในร้านอาหารที่เขา ทำงานอยู่หลายคนออกจากงานไปพร้อมกับเจอร์รี เมื่อเขาย้ายงานเพื่อจะได้ติดตามเขาไปจากร้าน หนึ่งไปยังอีกร้านหนึ่ง...สาเหตุทั้งหมดก็มาจากการเป็นคนมองโลกในแง่ดีและทัศนคติของเจอร์รี่ เขาเป็นผู้ผลักดัน...เป็นคนที่ให้กำลังใจผู้อื่นได้อย่างดีเยี่ยม ถ้ามีลูกน้องคนไหนเจอกับเรื่องแย่ๆ มา เจอร์รี่จะอยู่กับเขาเสมอ..พร้อมทั้งแนะนำลูกน้องคนนั้นให้ได้มองเห็นด้านดีๆ หรือสิ่งที่เราสามารถ เรียนรู้ ได้จากเรื่องราวแย่ๆ ที่เกิดขึ้น วันหนึ่งฉันถามเจอร์รี่ว่า "ฉันไม่เข้าใจ.....คนเราจะมองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลาได้ยังไง คุณทำได้ยังไงนะ"

เจอร์รี่ตอบว่า "ทุกๆ เช้า...ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับบอก ตัวเองว่า..ผมมีทางเลือกสองทางสำหรับวันนี้ ผมเลือกที่จะมีอารมณ์ดีตลอดทั้งวันก็ได้...หรือจะมี อารมณ์เสียตลอดทั้งวันก็ได้เหมือนกัน ซึ่งผมมักจะเลือกอารมณ์ดี บางครั้งก็มีเหตุการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น เราก็สามารถเลือกได้นี่นาว่าเราจะเป็นเหยื่อของเหตุการณ์นั้น หรือว่าเลือกที่จะเรียนรู้มัน...ผมมักเลือกที่จะเรียนรู้ ทุกครั้งที่มีบางคนมาติมาบ่นอะไร มีทางเลือกให้เราเลือกได้ว่าจะยอมรับเสียงเหล่า นั้นหรือว่าจะมองหาด้านดีของชีวิต ผมเลือกอย่างหลัง"

"แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ" ฉันแย้ง "ใช่...ไม่ง่ายเลย" เจอร์รี่กล่าว "ชีวิตล้วนเต็มไปด้วยทางเลือก เมื่อคุณตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกไป แล้วทุกสถานการณ์ต่างก็มีทางเลือกของมัน...คุณเลือกได้ว่าจะตอบสนองกับเหตุการณ์นั้นอย่างไร...คุณเลือกได้ว่าจะให้ผู้คนรอบข้างมีผลกับความรู้สึกของคุณได้อย่างไร... คุณเลือกที่จะมีอารมณ์ดีหรือแย่ก็ได้ มันเป็นทางเลือกว่าคุณจะใช้ชีวิตของคุณอย่างไร"

หลายปีต่อมา...ฉันได้ข่าวมาว่าเจอร์รี่ลืมล็อคประตูด้านหลังร้านและถูกปล้นโดยโจรสามคนที่มีอาวุธ ระหว่างที่เจอร์รี่กำลังพยายามเปิดเซฟมือของเขาสั่นเนื่องจากความตื่นเต้นทำให้เกิดพลาดโจรพวกนั้นยิงเขา โชคยังดีที่มีคนพบและนำเขาส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที หลังจากการผ่าตัดที่ยาวนานถึง 18 ชั่วโมงและการดูแลรักษาในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด เจอร์รี่ก็ได้ออกจากโรงพยาบาลพร้อมทั้งเศษกระสุนในร่างกาย

ฉันพบเจอร์รี่ 6 เดือนหลังจากเหตุการณ์นั้น เมื่อฉันถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้างเขายังคงตอบว่า "ถ้าผมเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้ ผมจะเป็นฝาแฝด อยากดูแผลเป็นของผมมั้ย"

ฉันตอบปฏิเสธแต่กลับถามเขาถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในความรู้สึกเขาหลังจากที่โจรพวกนั้นออกไป "อย่างแรกที่ผมคิดคือ ผมไม่ได้ล็อคประตูหลังของร้าน และหลังจากที่โดนยิงล้มลงบนพื้น ผมก็ยังคงจำได้ว่า.....ผมมีสองทางเลือกนี่นา...มีชีวิตต่อไปหรือว่า...ตายเสียใน ตอนนั้น...ผมเลือกที่จะอยู่ต่อไป"

"คุณไม่กลัวเหรอ" ฉันถาม  เจอร์รี่เล่าต่อ "เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยแพทย์ทำหน้าที่อย่างดีมาก พวกเขาคอยบอกว่าผมจะปลอดภัย แต่เมื่อพวกเขาเข็นผมเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ผมก็ได้เห็นความกดดันบนใบหน้าของหมอและ พยาบาล ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ ในสายตาของพวกเขามันเต็มไปด้วยคำพูดที่ว่า 'เขาตายแล้ว' ผมรู้ทันทีว่าผมต้องทำอะไร ผมต้องแสดงปฏิกิริยาอะไรซักอย่างให้พวกเขารู้ว่าผมยังอยู่"

"คุณทำอย่างไร" ผมรีบถาม "อืม...มีนางพยาบาลคนนึงตะโกนถามผมว่าผมแพ้อะไรหรือเปล่า ผมตอบว่า มี นางพยาบาลและหมอต่างก็หยุดทำงานรอฟังคำตอบจากผมผมหายใจลึกๆ และตอบว่า 'กระสุน!' หลังจากที่พวกเขาหัวเราะ ผมบอกพวกเขาว่าผมเลือกที่จะมีชีวิตอยู่โปรดช่วยรักษาผมอย่างคนมีชีวิต...ไม่ใช่คนตาย"

เจอร์รี่ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกขอบคุณความสามารถของหมอ แต่มันก็เป็นเพราะทัศนคติต่อชีวิตอันแสนจะน่าทึ่งของเขาด้วย ฉันได้เรียนรู้จากเขาว่า ทุกๆ วันคุณมีทางเลือกของชีวิต คุณเลือกที่จะรักหรือว่าเกลียดชีวิตของคุณเองก็ได้ สิ่งเดียวที่เป็นของคุณจริงๆ และไม่มีใครสามารถนำมันไปจากคุณได้ก็คือ 'ความคิดและทัศนคติ' ของคุณเอง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสามารถใส่ใจกับมันได้อย่างอื่นในชีวิตของคุณก็จะง่ายดายมากขึ้น

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา


สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา.....คือชีวิตเรา
สิ่งที่มีค่าที่สุดในใจเรา....คือหัวใจเรา
อย่าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปยกให้ใคร
อย่าเอาใจทั้งใจไปยกให้ใครคนเดียว
อย่ายกสิ่งที่มีค่าที่สุดและดีที่สุดของเราไปให้ใครดูแล
เพราะไม่มีใคร...ที่จะดูแลมันได้ดีไปกว่าตัวเราเอง

อย่าปิดกั้นความรู้สึกของหัวใจ
อย่าบอกว่าเกิดมาเพื่อรักคน ๆ เดียว
คนใจแคบเท่านั้น...ที่เกิดมาเพื่อรักคนได้คนเดียว
เราสามารถรักใครต่อใครได้มากมาย
ขอเพียงให้รู้จักหน้าที่ของความรัก
หน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อคนที่เรารัก
รักต่างแบบ...ปฏิบัติในหน้าที่ต่างกัน

แล้วเมื่อวันใดวันหนึ่ง...
คนบางคนไม่แยแสกับความรักที่เรามีใคร
เราก็ยังคงเหลือใครต่อใครอีกมากมาย...
และไม่เห็นต้องเจ็บเจียนตาย...
ถ้าเรามั่นใจ...ว่าเราทำหน้าที่ให้รักนั้น เต็มที่แล้ว

อากาศ...ร้อนอบอ้าว
ออกมายืนคุยกับแสงแดด
อากาศหนาว...หนาวขาดใจ
ออกมาหาอุ่นไอลมหนาว
เราจะรู้ว่าร้อนหรือหนารว ก็ต่อเมื่อเราได้สัมผัสกับมัน

ก็เหมือนความรัก...อยากรู้ว่ารสชาดเป็นอย่างไร
ก็ต้องไปสัมผัสกับมัน...แต่อย่าทรมานตัวเอง
ด้วยการยืนตากแดดนานๆ หรือยืนต้านทานลมหนาว

ถ้ารู้ว่าร้อนนักก็หลบที่ร่ม
ถ้ารู้ว่าหนาวนัก ก็ก่อเตาผิง
ความรักจะไม่ทำร้ายเรา...แสงแดดจะทำให้เธออุ่น
ลมหนาวจะทำให้เธอหลับสบาย

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ใครเข้าที่สอง..ชนะ

หลายเดือนก่อนน้องคนหนึ่งส่งเทปมาให้ผม 2 ม้วน เป็นเทปที่อัดจากการพูดคุยของศุ บุญเลี้ยง กับแฟนๆ ของเขาในงานสัมนางานหนึ่ง ผมเปิดฟังทันทีด้วยความเพลิดเพลินในมุมมองและความคิดของชายหนุ่มที่ไฟความฝันไม่เคยมอดคนนี้ ผมรู้ว่ากิจกรรมอย่างหนึ่งในชีวิตที่ศุ บุญเลี้ยงชอบมากและเต็มใจที่จะทำอยู่เสมอ นั่นก็คือ การทำค่าย ไม่ว่าจะเป็นค่ายเด็ก หรือค่ายคนพิการ (หรือค่ายเด็กพิการ)

ในเทปมีคำพูดของเขาอยู่ตอนหนึ่งที่ผมฟังแล้วชอบมาก ศุเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาพาเด็กไปเข้าค่าย แล้วเขาให้เด็กวิ่งแข่งกัน แต่กติกาคือ ใครเข้าเส้นชัยเป็นที่สอง-ชนะ ชายหนุ่มเล่าว่า ผลที่เกิดขึ้นก็คือ แทนที่จะเอาชนะกันด้วยการเป็นคนที่เร็วที่สุดที่เข้าเส้นชัย เด็กๆ กลับวิ่งแข่งกันอย่างสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นอย่างร่าเริง ในหมู่ผู้แข่งขันที่ไม่ต้องการเป็นที่หนึ่ง

ในชีวิตที่ผ่านมา บ่อยครั้งผมคิดว่า เราถูกปลูกฝังให้เอาชนะคะคานเพื่อขึ้นสู่การเป็นเลิศกันมาตลอด เราอยากเรียนให้ได้คะแนนดีที่สุด เราอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด เราอยากเป็นคนทำงานที่เก่งที่สุด เพื่อให้เจ้านายเห็นว่าเราเยี่ยมที่สุดในบริษัทเราอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ฯลฯ

และเมื่อตั้งเป้าอย่างนี้แล้ว เราจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุจุดหมาย โดยบ่อยครั้งที่เราหลงลืม หรือจงใจมองข้ามมันไปว่าเราได้ทำร้ายใครบ้างหรือเปล่า ผมไม่ได้ว่า การแข่งขันเป็นสิ่งที่เลวร้าย มีความดีอยู่บ้างในตัวของมันครับ อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่เป็นคนเอื่อยเฉื่อย เดินหายใจไปวันๆ ผมเพียงอยากให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคน ได้หยุดคิดสักนิดว่า เราสามารถที่จะแข่งขันกันโดยไม่ต้องขัดขา ผลักหลัง หรือแอบเหยียบเท้าฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่?

ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้ ผมคิดว่าได้ครับ เราสามารถช่วยกันสร้างให้เกิดการแข่งขันอันเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีได้ แต่เรื่องสวยๆ อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็เมื่อเราทุกคนคิดว่า ใครเข้าที่สอง..ชนะ

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อย่ารอให้ถึงวันพิเศษเลย มันช้าเกินไป


ชายสูงอายุผู้หนึ่งเปิดลิ้นชักตู้ของภรรยาแล้วหยิบของสิ่งหนึ่งซึ่งห่อด้วยกระดาษฟางออกมา แล้วรำพึงขึ้นเบาๆ ว่า "นี่ไม่ใช่เพียงแค่อะไรสักอย่างหนึ่ง... หากแต่เป็นชุดชั้นในสตรี"  เมื่อเขาแกะกระดาษห่อออก จึงเห็นผ้าไหมสวยๆ และฝีมือการตัดเย็บที่ประณีต  “เราซื้อเมื่อครั้งไปเที่ยวนิวยอร์กด้วยกันเป็นครั้งแรกสักแปดหรือเก้าปีก่อนกระมัง เธอไม่เคยได้ใช้มันเลย เพราะตั้งใจเก็บไว้สวมในโอกาสพิเศษ...ซึ่งฉันก็คิดว่าโอกาสนั้นมาถึงแล้ว”

เขาเดินเข้าไปใกล้เตียงนอน วางชุดชั้นในนั้นร่วมกับข้าวของอื่นๆ ที่เขาจะนำไปที่สุสาน... ใช่แล้ว...ภรรยาของเขาเพิ่งจากไปแล้วชายชราผู้นั้นก็หันหน้ามาที่ฉันพร้อมกับพูดว่า “โปรดอย่าเก็บสิ่งใดๆ ไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ ขอให้ถือว่าทุกๆ วันที่กำลังผ่านไปเป็นวันที่มีความหมาย”

ฉันกำลังนึกถึงคำพูดของเขา คำพูดที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของฉันจากนั้นมา ทุกวันนี้ฉันอ่านหนังสือมากขึ้นพยายามเลิกวุ่นวายกับเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อย  ฉันนั่งลงตรงระเบียงและชื่นชมทิวทัศน์ โดยไม่ใส่ใจกับวัชพืชในสวน ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับครอบครัว เพื่อนฝูง และทำงานให้น้อยลง

ฉันเพิ่งมาเข้าใจว่าชีวิตนั้นเป็นผลพวงมาจากประสบการณ์ที่เราควรจะแสวงหาความเพลิดเพลิน มิใช่เพียงแค่การดำรงชีพไปวันๆ

ฉันจึงเลิกเก็บสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้ นึกจะใช้อะไรก็หยิบออกมาใช้ ทุกวันนี้ฉันใช้แก้วคริสตัลเป็นกิจวัตร ขณะที่ใส่เสื้อคลุมตัวใหม่ไป จับจ่ายซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต ก่อนหน้านี้ฉันจะใช้น้ำหอมอย่างดีเฉพาะในโอกาสสำคัญเท่านั้น... แต่ตอนนี้คำว่า "วันหน้า" ดูเหมือนจะเลือนหายไปจากฉันโดยปริยาย... อะไรก็ตามที่มีคุณค่าต่อการฟัง การชม หรือการกระทำ  ฉันเป็นอันต้องขอฟัง ชมหรือขอทำเสียเดี๋ยวนั้นเลยทีเดียว

ฉันไม่แน่ใจว่าภรรยาของเพื่อนชราของฉันคนนั้นจะทำอะไรบ้าง ถ้าเธอสามารถล่วงรู้ว่าจะไม่มีโอกาสได้อยู่ชื่นชมกับวันพรุ่ง เธออาจโทรศัพท์หาพ่อแม่ ญาติๆ และเพื่อนสนิท หรือบางทีเธออาจจะโทร.หาเพื่อนเก่าๆ ที่ได้แต่คิดถึงเป็นบางครั้ง เพื่อขอโทษขอโพยเรื่องราวในอดีต...หรืออาจจะขอไปรับประทานอาหารตะวันออกที่เธอโปรดปราน

ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับฉัน...ฉันคงหัวเสียเพราะอดที่จะได้พบปะเพื่อนฝูงที่ฉันนึกว่า คงจะได้เจอะเจอกันในเร็วๆ นี้...ไม่ได้เขียนจดหมายหาเพื่อนฝูง ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเขียน... ขณะเดียวกันฉันก็คงเศร้าใจที่จะไม่มีโอกาสบอกคนใกล้ชิดว่าฉันรักพวกเขามากเพียงใด

ฉันไม่ยอมผลัดวันประกันพรุ่งอีกแล้ว ตรงกันข้าม ฉันกลับเฝ้าบอกตัวเองเสมอว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ...ทุกๆ วัน ทุกๆ ชั่วโมง ทุกๆ นาที คือเวลาที่มีความหมายทั้งสิ้น

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แม่สอนลูกไม่ได้


แม่คงสอนให้ลูกฉลาดไม่ได้
ลูกต้องเรียนรู้และฉลาดด้วยไหวพริบและกึ๋นของลูกเอง
แม่คงสอนให้ลูกเรียนเก่งไม่ได้
ลูกต้องอยากรู้อยากเข้าใจในบทเรียนด้วยตัวของลูกเอง
แม่คงสอนให้ลูกเกรดสี่ทุกวิชาไม่ได้
เพราะแม่เองก็ไม่เคยได้เกรดสี่สักวิชา
แม่อยากให้ลูกคิด และมองโลกในแง่ดี
อย่าคิดว่าใต้ฟ้านี้มีแต่เรื่องทำไม่ได้ เป็นไม่ได้
หัดคิดให้เป็นบวกไว้แหละดี

แม่อยากให้ลูกหัดฝัน
เมื่อไรลูกฝันเป็น ไม่ว่าจะเป็นใฝ่ฝัน หรือความฝัน
ลูกจะรู้ว่าโลกนี้มันน่าอยู่เพียงไหน
แม่อยากให้ลูกพูดแต่เรื่องดี พูดแต่เรื่องสวยงาม
จงเป็นคนสุดท้ายที่ให้ร้ายคนอื่น
และจงเป็นคนแรกที่ให้กำลังใจ และชื่นชม

แม่อยากให้ลูกทำเรื่องแปลกๆ
ลูกไม่จำเป็นต้องเดินตามชีวิตประจำวันของใคร
อย่าเก็บความคิดแปลก เพียงเพราะเห็นว่ามันไม่เหมือนใคร

แม่อยากสอนให้ลูกกล้าแดด กล้าฝน
เพราะภายใต้ไออุ่นของดวงอาทิตย์ลูกจะได้รับวิตามินดี
และภายใต้ฟ้าที่มีฝน มันจะทำให้ลูกร้องไห้โดยไม่มีใครเห็นน้ำตา

แม่อยากสอนให้ลูกออกกำลังกายทุกวัน
อย่างน้อยคนเราก็ต้องเคลื่อนไหวทะมัดทแมง
ลูกได้ออกแรงเสียบ้าง ลูกจะแข็งแกร่งไม่อ่อนแอ

แม่อยากให้ลูกยิ้ม และอยู่กับโลกด้วยความรัก
ยิ้มอาจจะไม่ชนะทุกสิ่ง ยิ้มมากๆอาจจะดูเหมือนคนบ้า
แต่มันก็ดีกว่าหน้าบึ้งหน้างอเป็นไหนๆ

แม่อยากสอนให้ลูกรู้จักอดทน
ลูกต้องเรียนรู้ว่าลูกไม่มีทางได้ทุกๆอย่างที่ลูกหวังไว้
อดทนและอย่าได้เสียกำลังใจ
อย่าท้อและขอให้เริ่มใหม่อย่างมีพลัง
แม่อยากสอนให้ลูกเขย่งขาขึ้นให้สูง
ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่าสองมือเราจะเอื้อมคว้า
เพียงแค่ว่าเรายืนยันที่จะไม่ยืนอยู่กับที่

แม่อยากสอนให้เจ้ามีความสุข
แต่อย่าลืมทุกข์ด้วยล่ะลูก
คนที่ไม่เคยมีความทุกข์ เขาสุขจริงๆไม่เป็นหรอก เจ้าเอย
ไอคิวมันติดมาแต่บนฟ้าลูกจ๋า
ไม่ฉลาดก็มีความสุขได้ไม่ต้องห่วง
อย่าน้อยใจถ้าตามใครเขาไม่ทัน
อย่าเสียขวัญถ้าเราช้ากว่าใครๆ
อีคิวมันต้องหาเองบนโลกนี้ลูกเอ๋ย
ไม่ฉลาดก็น่ารักและมีความสุขได้
อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุง
ลูกมีกำลังใจเป็นถุงจากแม่ ไม่ต้องกลัว

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เรื่องเล่าของชายตาบอด

ชายสองคนกำลังป่วยหนักด้วยกันทั้งคู่ และถูกจัดให้อยู่ในห้องคนไข้เดียวกัน
ชายคนหนึ่งได้รับอนุญาตให้ลุกนั่งบนเตียง
เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงทุกบ่าย
เพื่อช่วยให้ของเสียไหลออกจากปอดได้สะดวกขึ้น
เตียงของผู้ป่วยคนนี้ตั้งอยู่ ข้างหน้าต่างบานเดียวของห้องนั้น
ส่วนชายที่อยู่อีกมุมหนึ่งต้องนอนจมอยู่บนเตียงตลอดเวลา
เขาทั้งสองมักจะมีเรื่องราวพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเสมอ
ทุกๆ บ่ายเมื่อชายข้างหน้าต่างลุกขึ้น
เขาก็จะเล่าให้เพื่อนร่วมห้องฟังถึงทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่เขามองเห็นผ่านหน้าต่างบานนั้น
ขณะที่ผู้ฟังก็รู้สึกมีความสุขกับห้วงเวลาหนึ่งชั่วโมงดังกล่าว
เพราะไม่เพียงทำให้โลกของเขากว้างขึ้น
หากยังช่วยให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวา
กับกิจกรรมและสีสันของโลกข้างนอกนั้นอีกด้วย

......... ครั้งหนึ่ง
เขาได้ฟังการพรรณนาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
ที่มีเป็ดและห่านเริงเล่นน้ำกันอยู่ในทะเลสาบ
ขณะเด็กๆสนุกสนานไปกับการละเล่นบนเรือ
หนุ่มสาวเดินเกี่ยวก้อยพลอดรักอยู่
ท่ามกลางมวลดอกไม้หลากสีและสายรุ้ง
โดยมีต้นไม้ชราสูงใหญ่เพิ่มความสงบงามให้กับสวน
อีกทั้งยังพลอยเห็นภาพทิวทัศน์ของเมือง
ที่ตัดกับเส้นขอบฟ้าโพ้นไกล
เนื่องจากผู้อยู่ใกล้หน้าต่างได้บรรยาย
ทุกสิ่งอย่างละเอียดลออถี่ถ้วน
ชายอีกมุมหนึ่งจึงจินตนาการตามไปได้อย่างรื่นรมย์
ในบ่ายที่อากาศสบายๆวันหนึ่ง
ชายคนนั้นได้เล่าว่ามีขบวนพาเหรดกำลังเดินผ่านไป
แม้ชายอีกคนจะไม่ได้ยินเสียงดนตรีจากวงดุริยางค์ก็ตาม
เขาก็สามารถสัมผัสมันได้ด้วยใจจาก
ถ้อยบรรยายของเพื่อนร่วมห้องข้างหน้าต่างเป็นอย่างดี
.................
เวลาเคลื่อนคล้อยจากวันเป็นหลายสัปดาห์...
เช้าวันหนึ่ง
พยาบาลประจำเวรได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของเธอ
เพื่อดูแลทำความสะอาดร่างกายให้ชายทั้งสอง
เธอได้พบว่าคนไข้ใกล้หน้าต่างได้สิ้นลมไปแล้ว
เขาจากไปอย่างสงบในขณะกำลังหลับ...
นี่นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจแก่เธออย่างมาก
จากนั้นเธอก็เรียกผู้ช่วยให้นำศพออกไปจากห้อง
เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร
ชายที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้องจึงขออนุญาต
ย้ายไปพักเตียงใกล้หน้าต่าง
พยาบาลยินดีจัดการให้ตามความประสงค์ของเขา
และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย
เธอก็ขอตัวออกไปจากห้อง ปล่อยเขาไว้เพียงลำพัง
แล้วเขาก็ค่อยๆ
ยันตัวเองด้วยข้อศอกข้างเดียวเพื่อจะมองดูโลกข้างนอก
ด้วยสายตาของตนเองเป็นครั้งแรก
แน่ละ...เขาควรจะมีความสุขที่มีโอกาสสัมผัสมันด้วยตนเอง
เขาชะเง้อคออย่างช้าๆ เพื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
แต่แล้ว!
ภาพที่เขาพบกลับเป็นเพียงกำแพงโล่งๆ
ชายผู้นี้จึงสอบถามพยาบาลในเวลาต่อมา
อะไรกันเล่าที่ทำให้เพื่อนผู้จากไปของเขา
เที่ยวได้พรรณนาเป็นคุ้งเป็นแควถึงสิ่งต่างๆ
ที่อยู่นอกหน้าต่างบานนี้ให้เขาฟัง
พยาบาลคนเดิมแจ้งให้เขาทราบว่า...
แท้แล้วชายคนนั้นตาบอด
เขาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย แม้แต่กำแพง
"บางทีเขาอาจอยากให้กำลังใจคุณก็ได้!"

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความต่างระหว่าง รักที่สุด กับ สุดที่รัก


'สุดที่รัก' มาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"

ฉันตอบ "รักที่สุด"

พ่อแม่มาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
พี่น้องมาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
เพื่อนสนิท มาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
สัตว์เลี้ยงฉันออกลูก
ฉันก็พูดกับมันว่า "รักที่สุด"
ต้นไม้ฉันออกดอก
ฉันก็บอกมันว่า "รักที่สุด"
สุดที่รัก กลับมาถามในวันหนึ่ง "ตกลงเธอรักฉันที่สุดรึเปล่า"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
สุดที่รักถาม "แล้วพ่อแม่ พี่น้องกับคนอื่นๆ ล่ะ ไม่ได้รักที่สุดเหรอ"
ฉันตอบ "รักที่สุดเหมือนกัน"
สุดที่รักโมโห "ฉันเป็นสุดที่รักของเธอ เธอต้องรักฉันที่สุดคนเดียว"
ฉันคิดนิดหนึ่ง "แต่ฉัน...รักที่สุดทุกคน"
สุดที่รักงอน "คนหลายใจ...ไปตายซะ"
ฉันผิดตรงไหน ที่ฉันรักคนสำคัญในชีวิตฉันทุกคน
ฉันสับสน ฉันจึงไปโดดน้ำตายตามคำสุดท้ายของสุดที่รัก
ฉันขึ้นไปบนสะพานที่สูงที่สุด กระโดดลงไปในแม่น้ำตรงจุดที่ลึกที่สุด
ฉันไม่ตาย เพราะฉันว่ายน้ำเป็น และฉันก็ รักตัวเองที่สุด
ฉันว่ายน้ำไปข้างหน้าเรื่อยๆ
จากแม่น้ำออกทะเล จากทะเลออกมหาสมุทร
ว่ายจนกว่าจะสุดทาง ผ่านเกาะ ผ่านประเทศต่างๆ มากมาย
แล้วฉันก็วนกลับมาที่เดิม สะพานเดิมที่ฉันกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
ฉันค้นพบแล้วว่า... โลกกลม
มีเกาะ มีประเทศ ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆ บนโลก ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกเกาะ ทุกประเทศมีความสำคัญ มีหนึ่งเดียว และอยู่ทุกมุมสุดของโลก
เหมือนความรักของฉัน เป็นทรงกลม มีคนสำคัญตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆ ของความรัก
แต่ละคนมีหนึ่งเดียว ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกคนคือ 'สุดที่รัก'
และฉันก็ 'รักที่สุด'

คอลัมน์ นิทานบัวไร โดยบัวไร จาก มติชนวันอาทิตย์ ที่20/01/02

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ยามเมื่อรักจากไป


ทหารหนุ่มแอบหลงรักเจ้าหญิงเลอโฉม
เขาตระหนักถึงความสูงส่งของเธอ
เฉกเช่นเดียวกับที่ตระหนักถึงความต่ำต้อยตน
แต่เขายังรวบรวมความกล้า เดินเสี่ยงตายเข้าไปบอกเธอว่า
“รัก”
และจะอยู่บนโลกต่อไปโดยไม่มีเธอไม่ได้

เจ้าหญิงผู้เป็นดวงใจตอบเขาว่า
”ถ้าสามารถรอคอยอยู่ใต้ระเบียงห้องเธอได้ติดต่อกัน
100 วัน 100 คืน เธอจะเป็นของเขาตลอดไป”

ณ ใต้ระเบียง ทหารหนุ่มเฝ้ารอคอยอยู่ตรงนั้น
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหน
เขารอคอยในสายลมบาดผิว
รอคอยในสายฝนกระหน่ำ
รอคอยในความหนาวเหน็บของหิมะ
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยมีเจ้าหญิงของเขาเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา
เธอเห็นหยาดน้ำตาของเขาพรูพรายเป็นสาย
จนกระทั่งในคืนที่ 99
ทหารหนุ่ม หยุดร้องไห้
หยุดรอคอย
หยุดทุกอย่างไว้
แล้วหันหลังเดินจากไป

เรื่องนี้ไม่มีตอนจบ แต่มีบางคำถาม บางคำตอบในใจ
ความรักของเธอกับเขาอาจจะเหมือน “นาฬิกาทราย “
เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มหมดรักไปในใจอีกฝ่ายหนึ่งกลับรักขึ้นมาใหม่เต็มเปี่ยม
แต่บางทีทหารหนุ่มอาจตั้งใจแค่แสดงให้เห็นว่าเขารักเธอจริงแท้แค่ไหน
แค่พิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ต้องการ ครอบครองไว้

หรือบางทีเขาอาจเสียใจ
ต้องตัดใจจากไปเพราะรักเขาถูกทำร้ายย่ำยี
หรือบางทีเป็นเจ้าหญิงเองที่เสียใจ
เพราะไม่เคยมีใครรักเธอได้อีกถึงเพียงนี้...

ความรัก เป็นสิ่งที่ออกแบบไม่ได้
ความรัก เป็นเรื่องที่บังคับใจกันไม่ได้
ความรัก ที่บริสุทธิ์ คือ การให้...
ให้โดยที่ไม่หวังว่าจะได้อะไรตอบแทน

.........แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ผู้ที่ให้มักจะหวังอยู่ลึกๆ
ที่จะได้ความรักเป็นสิ่งตอบแทน..เสมอ

และเมื่อเค้าได้ ความรัก กลับมาแล้ว
มีเพียงน้อยคนนักที่จะสามารถให้ในลักษณะนี้ได้ตลอดไป
ความอดทนอยู่คู่กับความรักไม่ได้
แต่ความเข้าใจต่างหากที่ควรเคียงคู่กันไป

ถูกต้องที่ “เวลา” เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ทุกอย่าง
โดยเฉพาะความรัก
การประคองให้รักกันได้ตลอดไป
เป็นสิ่งที่ยากกว่าการจะทำอย่างใรให้รักกัน

เจ้าหญิงไม่ผิด และ ทหารผู้นี้ก็ไม่ผิด
เพียงแต่เวลาของ ความรัก ของสองคนนี้...
ไม่เท่ากันเท่านั้นเอง
เราจะรู้ค่าของสิ่งของสิ่งหนึ่ง เมื่อเราได้รู้ว่า
เรา... “ได้เสียมันไปแล้ว”

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

นิรันดร์แห่งรัก


มีเรื่องเล่าระหว่างสาวสวยและหนุ่มรูปงามผู้ซึ่งรักกันมาก และสาบานว่าแม้ความตายก็มิอาจจะพรากรักอันแสนจะมั่นคงนี้้ลงได้

และในครั้งนั้นยังมีแม่มดตนหนึ่งผู้ซึ่งไม่เชื่อว่าความรักของทั้ง 2 จะมั่นคง จึงคิดหาทางพิสูจน์ขึ้นมา

นางกล่าวว่า .. "หากพวกเจ้ามั่นใจในรักของอีกฝ่าย ซึ่งยั่งยืนแม้ว่าความตายจะพราก ดังนั้นข้าก็อยากจะลองดูว่ามันจะเป็นอย่างไร...ข้าขอสาปให้นับแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเกิดใหม่อีกสักกี่ชาติ บุรุษนี้จะไม่มีทางจำเจ้าได้ เขาจะไม่สามารถจำได้ ว่าเคยรักเจ้า และตรงกันข้ามกับเจ้า เจ้าจะเป็นคนที่จำทุกอย่างได้ เพราะเจ้าจะยังคงอยู่เช่นนี้ตลอดไปไม่แก่ไม่เฒ่า ไม่มีวันตาย จะอยู่อย่างนี้นิรันดร... เจ้าจะจำเวลาที่เคยรักเขา
เคยเป็นที่รักและต้องเฝ้ารอการกลับมาของเขา ในชาติแล้วชาติเล่าตลอดกาล...

วันใดก็ตามที่เจ้าทำให้เขารู้ตัวว่ารักเจ้า ทำให้เขาจำเจ้าได้ วันนั้น...คือวันที่ความเป็นนิรันดร์ของเจ้าสิ้นสุดลง..เจ้าจะแก่และตาย ตามสภาพของอายุขัยที่ควรเป็น.. และคราวนี้ก็จะเป็นทีของเจ้าหนุ่มนั่นแทน...
เขาจะต้องเป็นคนที่ค้นหาเจ้าบ้าง..."

หลังจากนั้นมาปีแล้วปีเล่าเวลาผ่านไปศตวรรษทบศตวรรษ ที่หญิงสาวเฝ้าตามหาชายหนุ่มคนรัก และทุกครั้งที่เธอได้พบเขาในสภาพของใครคนหนึ่ง ที่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเธอเลยแม้แต่น้อย...เธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาจำเธอได้ แต่มันไม่เคยสำเร็จชาติแล้วชาติเล่า...

หลังจากการเกิดและดับของเขาผ่านไปนับสิบครั้ง เขาก็ยังไม่อาจระลึกได้ถึงความรักของเธอ... ความทุกข์ทรมานของหญิงสาวถูกเฝ้าดูอย่างเย้ยเยาะ โดยนางแม่มดผู้รอคอยเวลาที่หญิงสาวจะยอมรับว่า...รักแท้ที่แม้ความตายก็ไม่อาจพรากไม่มีจริง

แล้วนางแม่มดก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าในช่วงหลังๆ มา หญิงสาวไม่ได้พยายามที่จะทำให้ชายหนุ่มระลึกถึงตน ไม่พยายามให้ชายหนุ่มรักตน... แต่กลับทำทุกอย่างที่คิดว่าจะทำให้เขามีความสุข และทำให้เขาเกิดรอยยิ้มแทน...

แล้ววันหนึ่งนางแม่มดก็เก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว จึงปรากฏตัวเพื่อเอ่ยถาม กับตัวหญิงสาวเอง..."เจ้าได้ละทิ้งความพยายามของเจ้าเสียแล้วหรือ... ความพยายามที่จะพิสูจน์ให้ข้าเห็นอำนาจและพลังของรักแท้ที่เหนือกว่าอำนาจใดๆ แม้กระทั่งคำสาปของข้า..."

"จริงๆ แล้ว ข้าก็มีเหตุผลของข้า..." หญิงสาวตอบนางแม่มดกลับไป "...ข้าไม่ได้ละทิ้งความพยายาม... เพียงแต่...ข้ากลัวว่าความพยายามของข้า จะสัมฤทธิ์ผล... แล้ว......."
"แล้วเจ้าก็ต้องแก่และตาย..." นางแม่มดต่อให้ด้วยเสียงเย้ยหยัน

"ที่แท้เจ้าก็กลัวที่จะตาย... เจ้ากลัวจะสูญเสียความเป็นอมตะของเจ้า... ....เฮอะ นี่หรือรักแท้ของเจ้า..."

หญิงสาวไม่ปฏิเสธ นางเผชิญหน้ากับนางแม่มดและรับคำกล่าวหานั้น "อาจใช่...มันเป็นความจริงที่ข้ากลัวว่า หากข้าทำให้เขาจำข้าและรักข้าได้ ข้าจะต้องตายจากเขาไป..."

"และเจ้าก็ไม่เชื่อใจว่า เขาจะทำให้เจ้าจำได้เช่นนั้นหรือ?..." หญิงสาวจ้องหน้าแม่มดนิ่งอยู่ ก่อนตอบ "สิ่งที่ข้าเกรงไม่ใช่เรื่องนั้น ท่านรู้อะไรไหม...ตลอดเวลาอันยาวนานที่ข้าเฝ้าเดินทางตาม หาเขา เฝ้ารอคอยวันแล้ววันเล่า รอวันที่เขาจะกลับมาหาข้าอีกครั้ง ตลอดเวลาที่ข้า เฝ้ามองการเกิดและการตายของเขา
มันคือความทรมานอันยาวนานที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด... และสำหรับข้าความทุกข์อันแสนสาหัส
คือการได้เห็นความทรมานของผู้เป็นที่รัก โดยที่เราไม่อาจเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือได้...

หลายครั้งที่ข้าอยากให้ตัวข้าเห็นแก่ตัว พอที่จะพยายามทำให้เขารัก ทำให้เขาระลึกถึงข้าได้อีกครั้ง เพื่อที่ข้าจะได้เป็นอิสระต่อการพันธนาการนี้... แต่ทุกครั้งที่ข้าคิดถึงมัน...ความทุกข์ทรมานที่ข้าได้รับ เนื่องจากการรอคอย ที่ไม่มีวันจบสิ้นก็ทำให้ข้าคิดได้ ข้าไม่อาจให้เขาต้องแบกรับความรู้สึกทรมานเช่นที่ข้าได้รู้สึก... สิ่งเดียวที่ข้าจะทำคือ ข้าจะทำให้เวลาของเขามีแต่ความสุข เท่าที่พลังของข้า จะทำได้...

ข้าอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาก็จริง แต่ข้าก็ยังอยากเห็น รอยยิ้มของเขา...ข้าอาจเป็นคนอ่อนแอในสายตาของท่าน อย่างไรก็ตาม นี่ก็คือความรักของข้า คือสิ่งที่ข้าเป็น...แม้ชีวิตของข้าจะต้องเดียวดายตลอดกาล แต่ข้าก็มั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่า คนที่ข้ารักจะไม่มีวันเดียวดายเช่นตัวข้า... เพราะเขาจะมีข้าข้างกายเขาชั่วนิรันดร์..."

นิทานเรื่องนี้ไม่มีตอนจบ เพราะอยากให้คนที่อ่านจินตนาการถึงตอนจบเอาเอง ในชีวิตของเรา มีหลายช่วงต่อหลายช่วงที่เราคิดว่า เรารักใครสักคนมากมาย เหลือเกิน และหลายต่อหลายครั้งที่ความรักของเรา ก็ต้องการความรักตอบกลับมา

หลายคนฟูมฟายกับโชคชะตา ว่ารักที่ไม่ได้รักตอบ คือการสูญเวลาเปล่า...แต่มีหลายต่อหลายคน... ที่ดีใจกับโชคชะตาที่เกิดมาสักครั้งแต่ยังได้รักใครสักคนอย่างเต็มหัวใจ... ทุกอย่างในชีวิตมีทางเลือก... ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกทางไหนหรือคุณจะเลือกหรือไม่?'

คุณจะเลือกทางไหน... เปิดประตูรับความรักเข้ามาเพื่อเติมความอบอุ่นให้กับหัวใจแม้เพียงช่วงหนึ่งของชีวิต... หรือจะมัวแต่ฟูมฟายโทษตัวเองกับความรักที่ให้ไปแต่ไม่ได้รักตอบ...??

.. ..*. .. *. .. *. . . ทางเลือกเป็นของคุณ . . .*. . ..*...

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อุทาหรณ์แด่คนไม่กล้าบอกรักใคร

เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ฉันอายุ 6 ขวบ
ขณะกำลังเล่นอยู่ที่ฟาร์มในแคลิฟอร์เนีย
ฉันได้พบเด็กชายที่แลดูธรรมดาคนหนึ่ง ประเภทที่เขาอาจแหย่คุณและคุณก็แหย่เขากลับ
กลั่นแกล้งกันไปมา พูดง่ายๆ ว่าตอนพบกันครั้งแรกนั้นเรารู้สึกดีต่อกัน
แล้วพอได้มาเจอกันอีกก็แหย่กันเล่นตรงบริเวณรั้ว
และที่นั่นก็กลายเป็นที่ที่เราพบกันและเล่นด้วยกันเสมอมา
ฉันน่าจะเล่าความลับของฉันทั้งหมดให้เขาฟังได้นะ
เขาเป็นคนเงียบๆ คอยแต่นิ่งฟังเวลาที่ฉันเล่าโน่นนี่
เป็นคนที่ฉันสามารถคุยด้วยได้ทุกๆ เรื่อง

ตอนอยู่ในโรงเรียนเราอยู่คนละกลุ่ม แต่พอกลับบ้านเราก็จะคุยกันถึงเรื่องราวในโรงเรียน
.....วันหนึ่งฉันบอกเขาว่า เด็กผู้ชายที่ฉันชอบคนหนึ่งหักอกฉัน
เขาปลอบว่าไม่เป็นไรหรอกสักพักมันจะดีไปเอง
ฉันเลยสบายใจขึ้น และยิ่งทำให้นึกว่า เขาเป็นเพื่อนแท้คนหนึ่งของฉัน
นั่นเป็นความรู้สึกในตอนนั้นของฉันจริง ๆ .....

เราเรียนด้วยกันเรื่อยมาจากมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย
คบหากันมาโดยตลอด แม้ฉันจะคิดเสมอว่า เราเป็นแค่เพื่อน
แต่ลึกๆ แล้ว...ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่
ในคืนวันสำเร็จการศึกษาเราต่างมีคู่นัดไปนั่งฟังเพลงกัน
แต่ฉันก็ยังอยากจะพบเขาอยู่ดี
เมื่อทุกคนกลับบ้านกันหมด ฉันแวะไปหาเขา
เพื่อจะบอกว่าฉันอยากจะขอพบเธอ

อือ ...
นั่นดูเหมือนจะเป็นโอกาสทองของฉันทีเดียว แต่ที่สุดแล้วเราแค่นั่งดูดาว
ผลัดกันเล่าแผนการชีวิตของกันและกัน...
ฉันจ้องตาเขาขณะฟังเขาเล่าว่า เขาอยากแต่งงานและวางหลักปักฐาน
ทั้งยังคุยถึงวิถีทางที่ จะทำให้ตัวเองร่ำรวยและประสบความสำเร็จในชีวิต
...โดยมีฉันนั่งคุดคู้อยู่ข้างๆ เขา

คืนนั้นฉันกลับบ้านพร้อมความรู้สึกอันปวดร้าว
ด้วยเหตุที่ฉันไม่ได้พูดออกไปดังใจปรารถนา
ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่หัวใจฉันเจ็บปวด
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฉันอยากจะบอกเล่าให้เขาฟังใจจะขาด
แต่ทุกครั้งจะต้องมีใครสักคน อยู่ตรงนั้นด้วยเสมอ

...หลังจากนั้นเขาก็ได้งานทำในนิวยอร์ก
แน่นอนฉันยินดีกับอนาคตอันสดใสนั้น
แต่ยังคงเก็บงำความรู้สึกของตัวเองเช่นเดิม
ขณะที่เขากำลังจากไป ฉันกอดเขาแล้วร้องไห้
คิดว่านั่นเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะมีเขาอยู่เคียงข้าง
คืนนั้นฉันร้องไห้จนตาบวม และยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น
เมื่อนึกถึงว่า ที่สุดแล้ว ฉันก็ยังไม่ได้เล่าความในใจให้เขาฟัง

ฉันเริ่มต้นด้วยงานเลขาฯ
แล้วย้ายสายงานมาเป็นนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์
รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

วันหนึ่ง
ฉันก็ได้รับการ์ดแต่งงานใบหนึ่งทางไปรษณีย์
มาจากเขานั่นเอง ใจหนึ่งฉันก็ยินดีกับเขา
แต่อีกใจก็ยะเยียบเศร้า
ได้แต่พร่ำบอกกับตัวเองว่า ฉันไม่มีโอกาสได้อยู่เคียงข้างเขาอีกแล้ว
อย่างมากที่สุดเราก็เป็นได้แค่เพื่อนกัน

...งานแต่งงานได้จัดขึ้นอย่างอลังการทีเดียว ณ โบสถ์ใหญ่แห่งหนึ่ง
ขณะที่งานเลี้ยงจัดในโรงแรม ฉันได้พบจ้าสาว และแน่ละ
ได้พบเขาด้วยแล้วฉันก็ตกหลุมรักเขาอีกครั้งหนึ่ง
ฉันเก็บความลับนี้ไวกับตัวเอง
...ไม่อยากให้มันไปทำลายวันอันเป็นมงคลของเขา

คืนนั้นฉันพยายามทำตัวให้สนุก แต่กลับกลายเป็นว่าฉันกำลังฆ่าตัวเอง
ด้วยการเผชิญหน้ากับคนที่กำลังดูมีความสุขมากอย่างเขา
ฉันจึงจำเป็นต้องพยายามฝืนยิ้ม
และทำตัวให้มีความสุขเพื่อกลบเกลื่อนหยาดน้ำตาที่ซุกซ่อนไว้ในใจ

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันพยายามลืมเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก
มันถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องเดินไปตามวิถีทางของฉันเองบ้าง
ตลอดหลายปีมานี้เรายังคงติดต่อกันทางจดหมาย
เขาย้ำเสมอว่าคิดถึงฉันมาก อยากจะมีโอกาสได้คุยกับฉันอีก

...และแล้วเขาก็เงียบหายไปหลังจากที่ฉันเขียนไปหาเขา 6
ฉบับฉันเริ่มกังวลว่าอาจจะมีเรื่องร้ายๆ อะไรเกิดขึ้น
แต่แล้วก็ได้รับโน้ตสั้นๆบอกว่า "ขอให้มาพบผมตรงรั้ว ณ
ที่เดิมที่เราเคยเล่าอะไรต่ออะไรให้กันฟัง"

ฉันไปตามนัดและพบเขาอยู่ที่นั่นจริงๆ เขากำลังอกหักและดูโศกเศร้ามาก
เรากอดกันแน่นและหายใจแทบไม่ออก
และเขาก็เล่าเรื่องการหย่าร้างให้ฉันฟังทั้งน้ำตา
เขาร้องไห้...ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลออกมา ...ในที่สุด
เราก็เดินเข้าไปในบ้านคุยกันและหัวเราะ
เมื่อนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ อย่างไรก็ตาม ฉันยังคงเก็บความลับนั้นไว้
ไม่ได้เล่าความในใจให้เขาฟัง

หลายวันที่อยู่ด้วยกัน ทำให้เขากลับมามีความสุข และลืมปัญหาการหย่าร้าง
ขณะที่ฉันได้ตกหลุมรักเขาอีกครั้ง
เมื่อถึงวันที่เขาต้องกลับไปนิวยอร์ก
...ฉันต้องไปส่งเขาด้วยน้ำตา ไม่อยากห็นภาพเขาเดินจากไป
แม้เขาสัญญาว่าจะบินมาหาฉันทุกเมื่อ ที่ฉันสามารถลางานได้

แต่ฉันไม่สามารถรอเขาได้อีกต่อไป
โดยส่วนลึกในหัวใจแล้วเราต่างมีความสุขเสมอเมื่ออยู่ด้วยกัน
วันหนึ่งเขาก็ไม่ได้กลับมาอย่างที่เขาเคยสัญญาไว้
ฉันได้แต่คิดว่า คงเป็นเพราะเขางานยุ่งเกินกว่าที่จะปลีกตัวมาได้
มันผ่านไปจากวันนั้นเป็นเดือนจนลืมเรื่องนี้ไป

และแล้วทนายความจากนิวยอร์ก ก็แจ้งข่าวร้ายนี้ให้ฉันทางโทรศัพท์
...เขาเพิ่งเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุทางรถยนต์
ฉันเข้าใจทันทีถึงความรู้สึกของคนหัวใจสลาย
เพิ่งรู้ว่าทำไมเขาไม่มาหาฉันในวันนั้น
นี่เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองอกหัก
คืนนั้นฉันร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด
ถามตัวเองว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับคนดีๆ อย่างเขา
ฉันเดินทางไปนิวยอร์กอีกครั้ง เพื่อร่วมรับฟังการเปิดพินัยกรรม
แน่นอนที่สุดสมบัติต่างๆ เขามอบให้กับครอบครัวและอดีตภรรยา

ฉันได้พบภรรยาเขาอีก
เธอเล่าถึงความเป็นอยู่ของเขาให้ฉันฟัง 
และยังบอกว่าเขาได้ทำอะไรให้เธอบ้าง
แต่กลับสัมผัสได้ว่า
เขาไม่มีความสุขเลย แม้ว่าเธอพยายามเอาอกเอาใจต่างๆ นานาแล้วก็ตาม
แต่ไม่สามารถทำให้เขามีความสุขอย่างคืนวันแต่งงานได้เลย

ในพินัยกรรมระบุว่า
ฉันจะได้รับสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่เป็นสมบัติส่วนตัวของเขา
ที่ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเช่นนั้น
เมื่อเสร็จธุระฉันจึงบินกลับไปยังแคลิฟอร์เนีย
ระหว่างเดินทางฉันหวนระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ของเรา
...และเปิดสมุดบันทึกออกอ่าน
สมุดบันทึกนั้นเริ่มบันทึกขึ้นจากวันแรกที่เราได้พบกัน
อ่านไปชั่วขณะหนึ่งฉันเริ่มร้องไห้
เมื่อพบข้อความว่า

เขาได้ตกหลุมรักฉันในวันที่ฉันถูกหักอก แต่เขาก็ขลาดเกินไป ที่จะบอกฉันว่าเขารู้สึกอย่างไร
นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมวันนั้น.... เขาจึงนิ่งเงียบและคอยแต่จะเป็นผู้ฟัง
จากบันทึกทำให้ฉันรู้ว่า เขาพยายามจะบอกฉันหลายครั้ง
แต่เขาก็ไม่มีความกล้าหาญพอ

เวลาที่เขารู้สึกดีใจที่สุด จึงเป็นโอกาสที่เขาได้พบฉันและเต้นรำด้วยกันในวันแต่งงาน
ซึ่งเขาพยายามจินตนาการว่า นั่นเป็นงานวิวาห์ของเรา
นี่ละสาเหตุที่ทำให้เขาไม่มีความสุข
จนกระทั่งเขาได้หย่าขาดจากภรรยา

...ส่วนเวลาที่มีความสุข กลับเป็นวินาทีที่เขากำลังอ่านจดหมายของฉัน
ในที่สุดสมุดบันทึกก็จบลงด้วยข้อความว่า

"แล้วก็มาถึงวันนี้ ...วันนี้แล้วที่ผมจะได้บอกรักเธอ ..."
แต่มันกลับเป็นวันที่เขาต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
...วันที่ฉันเพิ่งมาค้นพบว่า เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกับฉันตลอดมา....