หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดเตือนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดเตือนใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เรื่องปริญญา 2 ใบ


เหตุการณ์จริง ที่เตือนสติ แนะนำให้อ่านครับ ใช้เวลาไม่กี่นาที คุณได้กำไรชีวิตมากมายเลย อย่าลืมแชร์สิ่งดีๆเหล่านี้ให้แก่คนที่คุณรักนะครับ...ขอบคุณครับ (^_^)~

ที่เมืองไทยหลายปีก่อนแล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร นะ มาเรียนที่อเมริกา เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู ว่าสะอาดจริงมั้ย กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย ต้องให้ดีที่สุด เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ เขียนไว้สามแผน แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ แกเสนอแผนที่สอง แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ มีชื่อเสียงทุกอย่าง แกมีทุกอย่าง 

วันหนึ่งแกพักผ่อน หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย ลูกเมียไปขอพบ บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป ภรรยาพาเข้าโรงบาล ตรวจพบมะเร็ง พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย 

จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้ แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน บันทึกชีวิตแก ก่อนจะเสียชีวิต แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่ กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก

 ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า พ่อผมเคยบอกว่า ... เกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ 

1...ปริญญาใบที่หนึ่ง .... "ปริญญาวิชาชีพ" เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่าย ๆ ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้ อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ 

2...แต่"ปริญญาวิชาชีวิต" .. ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้ แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก เพราะอะไร เพราะทำงานจนป่วยตาย ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง บ้าน รถ มอบมันให้กับลูกและภรรยา แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้ สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย ...นี่คือปริญญาวิชาชีวิต ... 

ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง ดูจิต ดูใจตัวเอง ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์ มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ เพื่อที่ว่าอะไร เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต หนึ่งปริญญาวิชาชีพ เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่ แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง คือวิชาธรรมะ สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว อยากพักให้ได้พัก อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี 

เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า.. ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด บางคนก็ตอบเงิน บางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง บางคนก็ตอบอำนาจ บางคนก็ตอบราชบัลลังก์ พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต.. 

สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ และก็ชีวิตของเรา หากบุญกุศลอันใดจะเกิดได้จากการเผยแพร่เรื่องราว ผู้บันทึกก็ขอให้กุศลผลบุญนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขเพื่อปัญญาของเพื่อนผู้ร่วมวัฏฏะทุกท่าน และขอให้ ดร.อภิวัฒน์ ไม่ว่าจะไปอยู่ภพไหนหนใดก็ขอให้มีปัญญาเท่าทันต้นเหตุแห่งทุกข์เช่นที่ท่าน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวเตือนสติผู้อื่นไว้... ...

ขอขอบพระคุณในข้อคิดดีดี..

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

ลูกของแม่

(แรง นะ แต่ได้ข้อคิด)

ลูกแม่
วันนี้ตอนที่กินข้าวกลางวัน
ลูกคุยโทรศัพท์กับแฟนว่า
คอนโดห้องนั้นตอนนี้
ขึ้นราคาอีกแล้ว ถ้าไม่รีบซื้อ
น่ากลัวว่าจะพลาดโอกาสได้ห้องชุดดีๆ
อย่างนี้อีกแล้ว
แม่รู้ ลูกคุยกันเพื่อให้แม่ฟัง
ตอนนั้นลูกหันมามองแม่
แต่แม่ไม่ได้พูดอะไร

พอลูกวางสายจากแฟน
ลูกคงหวังว่าแม่จะพูดว่า
“ราคาเท่าไหร่ เดี๋ยวแม่ซื้อให้!”
แต่แม่ไม่ได้พูดในสิ่งที่ลูกต้องการได้ยิน
ลูกจึงฮึดฮัด วางช้อนส้อมเสียงดัง
แล้วก็ลุกเดินออกไปจากโต๊ะ
กระชากประตูเปิดปิดด้วยเสียงอันดัง

แม่มองตามหลังลูกไป
ลูกแม่ทำไมยังเอาแต่ใจ
ลูกยังต้องการเกาะพ่อกับแม่
อยู่อย่างนี้อีกเหรอ?
ทำไมไม่รู้จักโตซะที?

ลูกแม่ ตอนนี้ลูกอายุ 30ปีแล้วนะ
ลูกมีงานที่ดีทำ มีแฟน
มีพ่อกับแม่ที่เปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง
แค่นี้ ไม่มีเพียงพอให้ลูกยืนหยัดขึ้นมา
เป็นที่พึ่งของพ่อกับแม่ไม่ได้อีกเหรอ?

ตั้งแต่ลูกเป็นเด็ก
ลูกก็ชอบพึ่งพาอาศัยแม่มาตลอด แต่นี่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะลูก!

ตอนลูกอายุได้ 5 ขวบ
แม่ต้องคอยเก็บของเล่นที่ลูก
ทิ้งกระจัดกระจายไปทั่วบ้าน
ตอนลูกอายุได้ 10 ขวบ
ลูกเห็นเพื่อนๆใส่รองเท้าแฟชั่น
ลูกก็กลับมาร้องห่มร้องไห้
ให้แม่พาไปซื้อรองเท้า

ตอนลูกอายุได้ 15 ปี
ลูกส่งจดหมายให้เพื่อนหญิงในห้องว่า
“แม่เรารู้จักคนเยอะ
หากใครรังแกเธอ
บอกเราได้นะ
เราจะให้แม่เราไปจัดการให้”

ตอนลูกอายุได้ 20 ปี
ลูกโทรมาจากมหาวิทยาลัยทุกวัน
ว่าอาหารที่โรงอาหารไม่อร่อย
ทำไมแม่ไม่ส่งข้าวปลาอาหาร
หรืออาหารเสริมให้บ่อยๆ?

วันนี้ลูกอายุได้ 30 ปี
ลูกกลับพูดคุยโอ้อวดกับแฟน
และเพื่อนๆว่า
“แม่เราจะซื้อคอนโดให้เรา
ต่อให้เราไม่ทำงานอะไร
พ่อแม่เราก็เลี้ยงเราไหว!”
ที่ผ่านมาแม่ไม่ว่าอะไร
แม่ได้แต่ทำใจลืมๆสิ่งที่ลูกทำ

แม่ชินแล้วกับสิ่งที่ลูกร้องขอจากแม่
แม่คิดเพียงว่า วันนี้แม่เลี้ยงลูก
ดูแลลูกเป็นอย่างดี
ก็หวังว่าเมื่อพ่อและแม่แก่ตัวมา
จะได้ฝากผีฝากไข้ไว้กับลูกได้

ตอนนี้ลูกก็เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว
พ่อกับแม่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่
จากลูกได้แล้ว    แต่นี่มันอะไร?
ลูกของแม่ในวันนี้
ยังกลับมาให้แม่ทำกับข้าวให้กินทุกวัน
ยังไม่พอ  ยังพาแฟนมานั่งเป็นแขก
ให้แม่ทำกับข้าว
หาขนมมาเลี้ยงเธอทุกวัน

แม่ก็ยังทำงานอยู่นะลูก
ยังต้องทำอาหารให้ลูกทั้ง3มื้อ
ลูกจะให้แม่ยิ้มออกได้อย่างไร?
วันนี้แม่เข้าใจแล้ว
แม่ลำบากตรากตรำอยู่คนเดียว
แม่ทำทุกอย่างเพื่อลูก
แต่ทำให้ลูกเป็นคนที่..

"เห็นแก่ตัว"

ไม่เอาไหน

เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

ยิ่งโตมาลูกก็ยิ่งทำตัวเกียจคร้าน
ไม่เป็นโล้เป็นพาย
แม่คงต้องยอมรับเสียที
30 ปีที่ผ่านมา  ที่แม่รักลูก หลงลูก
เป็นความผิดมหันต์ของแม่

มีอยู่ครั้งหนึ่ง
ที่แม่หยอกลูกว่า
“แม่คงไม่ทันมีชีวิต
ได้อุ้มหลานตัวน้อยซะแล้ว”
ลูกร้องเสียงหลง
“ได้ยังไงแม่
แล้วใครจะทำกับข้าวให้ผมกับเมียกิน
ลูกผมอีกล่ะ แล้วใครจะมาช่วยเลี้ยง?”

วันนั้น
แม่เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
แม่เจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ
ลูกแม่คิดอะไรอยู่
ทำไมถึงพูดกับแม่อย่างนี้?

แม่จะต้องเลี้ยงดูลูกอย่างนี้
ไปจนตายเหรอ?
แม่ไม่ได้เลี้ยงลูกให้เป็นนกอินทรี !
แต่แม่เลี้ยงลูกให้เป็นปลิง!
ที่คอยดูดเลือดแม่ให้เหือดแห้ง
ไปจนตาย.....

ลูกแม่
วันนี้แม่จะไม่ตามใจลูกอีกต่อไปแล้ว
ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของลูก
แม่ได้เลี้ยงดูและส่งเสียให้ลูก
ได้มีวิชาความรู้ติดตัวแล้ว

ต่อจากนี้ไป
แม่จะไม่สนใจการกินอยู่
ของลูกอีกแล้ว
แม่เพิ่งลาออกจากงานมาเมื่อวาน แม่จะไม่เอาเงินบำเหน็จ
มาปนเปรอให้ลูกได้เสพสุข
โดยแม่ต้องทุกข์ทรมานไ
ปจนตายอีกแล้ว

หากลูกไม่พอใจ
ไม่อยากอยู่กับพ่อแม่
ลูกก็ขนของออกจากบ้านนี้
ไปเช่าอยู่ข้างนอก
ลูกจะกินจะอยู่อย่างไร
ก็แล้วแต่ลูกเถิด

ลูกแม่
แม่ไม่ควรรักลูกแบบผิดๆ อย่างนี้
แม่ขอโทษ...

ช่วยกันแชร์เพื่อช่วยเหลือแม่และลูก
ในอีกหลายครอบครัว เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

ข้อความดีๆ ที่ต้องย้ำบ่อยๆ


อยากให้อ่าน ช้า ช้า สบายๆ

เมื่อตอนที่นก
ยังมีชีวิตอยู่..
มันจะกินมดเป็นอาหาร
แต่เมื่อมันตาย..
มันก็จะถูกมดกินเป็นอาหารเช่นกัน

ต้นไม้หนึ่งต้น
สามารถทำเป็นไม้ขีดไฟได้เป็นล้านๆก้าน
แต่ไม้ขีดไฟเพียงหนึ่งก้าน
ก็สามารถเผาต้นไม้ได้เป็นล้านๆต้นเช่นกัน

จงอย่ามองข้ามคนที่ด้อยกว่า เพราะหลงตัวเองว่ายิ่งใหญ่

อย่ามองข้ามลูกค้ารายเล็ก
ไม่เห็นคุณค่าของพวกเขา
เพราะสักวันหนึ่งเขาอาจเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเราก็เป็นได้
อย่าคิดว่าเราแข็งแรงไม่มีวันป่วยเพราะอายุยังน้อย
โลงศพไม่ได้มีไว้ใส่คนแก่แต่มีไว้ใส่คนตาย

อย่าคิดว่าฉันรวยใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย
สักวันเงินเพียง1พัน
อาจมีค่ามากมายในวันตกอับก็ได้

ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต
ใหญ่ได้ก็เล็กได้
รวยได้ก็จนได้
แข็งแรงได้ก็ป่วยได้
เกิดได้ก็ต้องตายได้
ทุกคนไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า
ท่องจำให้ขึ้นใจ
"อย่าหลงตนอย่าลืมตัว"
และที่สำคัญ
"ข้าจะไม่ประมาท"
กับชีวิตอีกต่อไป..

จะไม่ว่างแค่ไหนก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี

แม้ว่าบางครั้งติดต่อเพื่อนได้ยาก
แต่ก็ให้คิดถึงเสมอ..

กลางวันดื่มน้ำให้มาก
กลางคืนดื่มน้ำให้น้อย

วันหนึ่งดื่มกาแฟไม่ควรเกิน2แก้ว

เรื่องที่ควรลืม3เรื่อง
1.ลืมอายุ
2.ลืมเรื่องที่ผ่านมา
3.ลืมเรื่องที่จะกล่าวโทษคนอื่น

สิ่งที่ควรมีไว้4อย่าง
1.มีคนที่รักคุณด้วยความจริงใจ
2.มีเพื่อนที่รู้ใจ
3.มีงานมีการทำ
4.มีบ้าน

สิ่งที่ไม่ควรทำ6อย่าง
1.หิวแล้วไม่ยอมทาน
2.หิวน้ำไม่ยอมดื่ม
3.ง่วงแล้วไม่ยอมนอน
4.เหนื่อยแล้วไม่ยอมพัก
5.ไม่สบายไม่ยอมรักษา
6.แก่แล้วค่อยคิดเสียใจ

ความโกรธ
ทำให้หัวใจ"ทำงานหนัก"
ความรัก
ทำให้หัวใจ"ทำงานดี"
ความดี
ทำให้หัวใจนั้น"พองโต"
ความโง่
จะทำให้"เสียหาย"

สิ่งที่สูงกว่าเงิน7อย่าง
1.การได้เกิดมาเป็นคน
2.การได้ยลศาสนา
3.การมีกัลยาณมิตร
4.การมีความสุจริตเป็นนิสัย
5.การมีใจปราศจากริษ ยา
6.การมีเวลาให้บุคคลอันเป็นที่รัก
7.การรู้จักคำว่า"พอ

เงินพันบาทเลี้ยงใจแม่

กระทู้สนทนา เงิน 1000 บาท เลี้ยงหัวใจแม่

อาจารย์ของผมท่านได้ให้ เงินเดือนพ่อและแม่ เดือนละ1000บาท เป็นประจำทุกเดือน
ผมสงสัยทำไมต้องให้เงิน
พ่อแม่เดือนละ 1000. บาท? ในเมื่อแม่ก็อยู่บ้าน
หลังเดียวกับอาจารย์อยู่แล้ว
ค่าใช้จ่ายสำหรับท่าน อาจารย์ก็จัดการทั้งหมดอยู่แล้ว วันหนึ่งสบโอกาศผมจึงตัดสินใจ ถามอาจารย์ๅ ว่า
"อาจารย์กำลังทำอะไรครับ?"

อาจารย์ตอบว่า
"ผมกำลังตัดรายจ่ายอยู่...ผมต้องจ่ายค่าแม่ครัว คนขับรถ คนสวน ค่าใช้จ่ายในบ้าน และให้แม่อีกเดือนละ 1000 บาท... ตอนนี้รายได้กับรายจ่ายมัน
ไม่ค่อยสัมพันธ์กัน ต้องตัดรายจ่ายลงบ้าง"

ผมเลยบอกว่า "เงินเดือนที่ให้แม่ 1000 ตัดได้นี่ครับ...
อาหาร 3 มื้อ อาจารย์ก็จัดให้ท่านเรียบร้อ
เสื้อผ้าก็ซื้อให้ใหม่ปีละ 3 ชุด ไม่สบาย อาจารย์ก็พาหมอมาฉีดยาให้ คุณแม่ตาบอดไม่ได้ไปไหน ฉะนั้นเงินเดือน 1000 นี่ ตัดได้ครับ"

อาจารย์บอกว่า
"ตัดไม่ได้เด็ดขาด...1000 บาทนี่สำคัญที่สุด
เพราะ...เป็นเงินสำหรับเลี้ยง
หัวใจแม่!"

ผมฟังแล้วสะอึก!
"เงินเลี้ยงหัวใจแม่"...พวกเราเคยได้ยินไหมครับ?

อาจารย์บอกต่อ
“หัวใจต้องการอาหารที่มา
หล่อเลี้ยงให้เอิบอิ่ม เบิกบาน เป็นสุข...
คุณลองนึกดู...คนที่ไม่มีเงินอยู่ในตัวเลยนี่
เป็นยังไง? หัวใจมันแฟบ หัวใจมันเหี่ยวเฉา-เหมือนดอกไม้ยามเย็น ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนจะรู้ พอเลยวันที่ 25 ไปแล้วนี่ มันเหี่ยวๆ ยังไงชอบกล ไม่มีเงินค่ารถ..ค่าอาหาร..ซื้อข้าวสาร..มันเหี่ยวไปจนถึงสิ้นเดือน

แม่อยู่กับเราก็จริง แต่ถ้าแม่ไม่มีเงินอยู่ในมือนี่ หัวใจท่านเหี่ยว พอถึงวันเงินเดือนออก ทุกคนหน้าบานเหมือนดอก
ไม้ยามเช้า จิตใจสดชื่นเบิกบาน มีความสุข รับเงินเดือนมาใหม่ๆ หน้าสดใส สั่งกาแฟยังเสียงดัง ฟังชัดทุกสิ้นเดือนพอเงินเดือน
ออก ผมเข้าไปสวัสดีแม่ บอกแม่ว่า
วันนี้เงินเดือนออกครับ ผมเอาเงินใส่มือแม่ 1000 บาท แม่ก็ให้พร เเล้วเก็บเงินไว้ใต้หมอนไว้อย่างมีความสุข"

1000.-บาท เลี้ยงหัวใจแม่อย่างไร?
วันหนึ่งน้องของอาจารย์พา
ภรรยาไปคลอดลูก คุณแม่ก็ซื้อทองให้หลาน
ด้วยเงิน 1000 บาท ที่เก็บสะสมไว้ ท่านกอดหลานสาว...สวมสร้อยให้พร้อมให้พร

พอเด็กคนนี้โตพอพูดได้ มีคนถามว่าสายสร้อยนี้ใคร
ซื้อให้ เด็กก็จะตอบว่า “คุณย่าซื้อให้” ชี้มือไปที่คนตาบอด คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านคือคุณย่า ไม่ใช่พ่อแม่ เพราะเงิน
1000 บาท นี่ทำให้คนตาบอดดูน่าเกรง
ขราม ถ้าคุณแม่ไม่มีเงิน จะรับขวัญหลานได้อย่างไร ? เห็นไหมครับ ?

ไม่ใช่ว่าพอโตขึ้น มีคนถามว่าคนนี้เป็นใคร เด็กบอกว่ายายแก่ตาบอดที่..มาอาศัยพ่อแม่ฉันอยู่ เห็นหรือยังคุณว่าเงินเดือน 1000 บาทนี่ทำให้คนแก่ตา
บอดมีคุณค่าขึ้นมาได้

วันดีคืนดี แม่ครัวล้างชามเสร็จ คุณแม่ก็บอกให้มานวดขาให้แม่ครัวหน้ามุ่ยทำงาน
เหนื่อยยังต้องมานวดให้อีก นั่งขยำๆ คว่ำหน้า พอนวดเสร็จคุณย่าหยิบ
เงินให้ 100 บาท แม่ครัวยิ้มหน้าบาน ยกมือไหว้ ขอบคุณค่ะ วันรุ่งขึ้นพอล้างจานเสร็จ
รีบวิ่งมานั่งใกล้ๆ... วันนี้นวดอีกไหมคะคุณย่า?

เห็นไหมเงินเดือน 1000 บาท ที่เราให้แม่ของเรามี
ฤทธิ์ขึ้นมาได้มีคนมายกมือ
ไหว้ มีคนมาปรนนิบัติ มีคนมานวดให้ ถ้าไม่มีเงินเดือน 1000 บาท นี้แม่เราจะมีฤทธิ์
ได้อย่างไร?

บันไดไปสวรรค์ด้วยเงิน
1000 บาท

วันหนึ่ง กำนันมาที่บ้านอาจารย์ หารือจะปรับปรุงห้องน้ำ
วัดที่ชำรุดทรุดโทรม แม่อาจารย์ได้ยินกวักมือ
เรียกอาจารย์
แล้วคุณแม่ยกหมอนขึ้น นับเงินมา 5000 บาท บอกเอาไปให้
กำนันปรับปรุงห้องน้ำ

เห็นมั๊ยว่าเงินเดือน 1000 ที่เราให้เป็นบันไดพาแม่
ไปสวรรค์...นี่ถ้าแม่ไม่มีเงินในมือแม่จะได้ทำบุญไหม?

พอกำนันรับเงินเสร็จ ก็เดินผ่านไปบ้านถัดไป ลุงแก่ๆบ้านโน้นกำลังเก็บผ้าอยู่ในบ้าน กำนันตะโกนข้ามรั้ว ทำบุญสร้างส้วมไหมลุง?

ลุงข้างบ้านตอบ “ลุงไม่มีเงินหรอก ลุงอาศัยลูกสาวเขาอยู่ เดี๋ยวเผื่อลูกสาวเขากลับมาทันจะขอเงินเขาทำบุญ” เพราะลูกเค้าไม่ได้ให้เงิน
เดือนลุง ลุงคนนี้เป็นเพียงแค่คน
เก็บผ้าของ ลูกๆ ลุงคนนี้ไม่มีเงิน เพราะลูกเอามาเลี้ยง เอาไว้คอยเก็บผ้า!

เป็นยังไงบ้างครับ....เห็นอิทธิฤทธิ์ของเงิน 1000 บาท ..."เงินเลี้ยงหัวใจแม่" แล้วหรือยังครับ

วันนี้เราให้ "เงินเลี้ยงหัวใจแม่" แล้วหรือยัง ?