หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564

อย่ากวน (เรื่องมาก) กับคนแก่

เพิ่งอ่านเจอเมื่อเช้า คุณยายคนนี้ยื่นบัตรของเธอให้พนักงานธนาคารที่เคาท์เตอร์แล้วบอกว่า "ฉันต้องการถอนเงิน 10 ดอลลาร์” 

พนักงานสาวบอกกับคุณยายว่า “ถอนเงินน้อยกว่า 100 ดอลลาร์ ต้องใช้ตู้เอทีเอ็มค่ะ จะเบิกตรงนี้ไม่ได้"

คุณยายงง ไม่เข้าใจเหตุผล เจ้าหน้าที่คืนบัตรให้แล้วบอกคุณยายอย่างไม่สบอารมณ์ว่า“ก็มันเป็นกฎ ถ้าไม่มีอะไรมาก คุณยายออกไปเถอะ เรามีลูกค้าคนอื่นรอคิวใช้บริการอยู่"

คุณยายเงียบไปสองสามวินาที แล้วยื่นบัตรกลับมาให้พนักงานอีกครั้ง พร้อมบอกว่า "งั้นขอความกรุณาช่วยถอนเงินทั้งหมดในบัญชีให้ฉันด้วยค่ะ"

พนักงานธนาคารทำหน้าประหลาดใจ เมื่อตรวจสอบยอดเงินในบัญชีคุณยายแล้วพบตัวเลขน่าทึ่ง เธอพยักหน้า เอนตัวลงและบอกคุณยายด้วยน้ำเสียงความเคารพนบนอบว่า “คุณยายมีเงินในบัญชีทั้งหมด 1,300,000 ดอลลาร์ แต่ตอนนี้ธนาคารเราไม่มีเงินสดมากขนาดนั้น คุณยายช่วยนัดเวลาและกลับมาเบิกใหม่ในวันพรุ่งนี้ได้ไหมคะ"

คุณยายจึงถามว่า ถ้าจะถอนออกมาทันทีตอนนี้ จะถอนเงินได้เท่าไร 

พนักงานตอบว่า "ไม่เกิน 3,000 ดอลล่าร์ค่ะ"

คุณยายบอก "งั้นช่วยถอนเงินให้ฉันที  3,000 ดอลลาร์ตอนนี้เลย"

พนักงานจัดการถอนเงิน และส่งมอบเงิน 3,000 ดอลลาร์ให้คุณยายพร้อมส่งยิ้มเปี่ยมไมตรีจิต

คุณยายหยิบเงิน 10 ดอลลาร์ใส่กระเป๋า แล้วยื่นเงิน 2,990 ดอลลาร์คืนให้พนักงาน แล้วบอกว่า "ช่วยฝากคืนเข้าบัญชีเดิมให้ฉันด้วย" 

คนเอาเรื่องนี้มาเล่าบอกว่า อย่ากวนตีน (เรื่องมาก) กับคนแก่ เพราะพวกแก่ๆ นั่นน่ะใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตเพื่อเรียนรู้ทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆ มาอย่างช่ำชองและโชกโชน พร้อมรับมือทุกรูปแบบ น้อยมากที่จะพลาดท่าเสียที

เอาจริง หากต้องเอาชนะคะคานในปัญหาต่างๆ คนรุ่นหลังอาจจะตามไม่ทัน สู้ความเก๋าไม่ไหว โดยเฉพาะการหาช่องว่างในกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่คนรุ่นหลังไม่สามารถอดทนทำได้

Cr: ปราย พันแสง

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ความเมตตาของคุณ ไม่ต้องผ่านการทดสอบ

“ อ่านเรื่องนี้แล้วประทับใจมาก “

"ความเมตตาของคุณ ไม่ต้องผ่านการทดสอบ"

ผู้กำกับชาวบราซิลชื่อดัง  Walter Salles กำลังค้นหาตัวนักแสดงที่เหมาะสมสำหรับภาพนตร์เรื่องใหม่ของเขา "Central do Brasil" หรือ   "Central Station" ในชื่อภาษาอังกฤษ มีผู้มาให้คัดตัวมากมาย  แต่ก็ยังไม่ถูกใจ

วันหนึ่งระหว่างออกไปทำธุระผ่านสถานีรถไฟ  มีเด็กผู้ชายวิ่งมาถามเขาว่า  "ขัดรองเท้าไหมครับ ท่าน"  เขามองดูรองเท้าตัวเอง  ซึ่งก็เพิ่งขัดมาไม่นาน  จึงตอบปฏิเสธไป  แต่เด็กน้อยก็เดินตามเขาไป  พร้อมพูดกับเขาด้วยแววตาวิงวอนว่า  "วันนี้ทั้งวันยังไม่มีเม็ดข้าวตกถึงท้องเลย  อยากขอยืมเงินไปซื้อข้าวกินหน่อย  ผมสัญญาว่าจะจ่ายเงินคืนให้ภายในหนึ่งอาทิตย์ครับ"  เขาเห็นว่ามันเป็นเงินเล็กน้อย  และเหตุการณ์เด็กเร่ร่อนมาขอเงินก็เกิดขึ้นบ่อยๆ  เขาจึงควักเงินให้เด็กน้อยไป

เวลาผ่านไปครึ่งเดือน  เขาลืมเรื่องให้เงินเด็กน้อยไปหมดสิ้นแล้ว  วันนั้นเขาก็ผ่านมาใช้สถานีรถไฟนั้นอีกครั้ง  มีเด็กคนหนึ่งวิ่งมาหาเขาแต่ไกลพร้อมตะโกนว่า  "คุณครับ  รอแป๊ปนึง" เมื่อเด็กน้อยวิ่งมาใกล้แล้ว  เขาจึงจำหน้าเด็กที่เคยมาขอเงินคนนั้นได้  

เด็กน้อยพูดอย่างกระหืดกระหอบว่า  "คุณครับ  ผมมารอคุณตั้งหลายวันแล้ว  ขอบคุณที่ให้เงินผมยืมครับ"  พร้อมยื่นเงินเหรียญหลายเหรียญคืนใส่มือของเขา  เขามองดูเหรียญในมือ บังเกิดความรู้สึกดีๆกับเด็กน้อยคนนี้

ผู้กำกับก้มมองดูหน้าเด็กน้อยอย่างพินิจพิเคราะห์  เกิดความรู้สึกว่า  เด็กคนนี้  ช่างหมาะกับบุคลิก "เด็กน้อย"ในภาพยนตร์ของตนที่กำลังค้นหานักแสดงอยู่  เขาพูดกับเด็กน้อยด้วยรอยยิ้มว่า  "พรุ่งนี้หนูลองมาทดสอบหน้ากล้องที่บริษัทหน่อย  อาจทำให้หนูมีโอกาสได้ดีใจครั้งใหญ่ในชีวิต"

รุ่งขึ้นตอนเช้า  พนักงานขึ้นมารายงานผู้กำกับว่า  มีเด็กกลุ่มใหญ่มารออยู่หน้าประตูบริษัท  เขาออกไปดูเหตุการณ์  ก็พบเด็กน้อยวิ่งมาหาเขาด้วยความตื่นเต้นพร้อมพูดกับเขาว่า  "คุณครับ  เด็กเหล่านี้ก็เป็นเด็กเร่ร่อนเหมือนผมที่ไม่มีพ่อแม่  ผมอยากขอให้พวกเขามีโอกาสได้ดีใจแบบเดียวกับผมบ้าง เลยชวนมาทั้งหมด  อยากขอโอกาสให้พวกเขาทุกคนด้วยครับ" ผู้กำกับรู้สึกตื้นตันในน้ำใจของเด็กคนนี้

เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า  จะได้เจอเด็กเร่ร่อนที่มีจิตใจเมตตาปราณีได้ดีงามถึงเพียงนี้  ในเมื่อพวกเขาก็มาพร้อมกันอยู่ที่นี่แล้ว  เขาจึงสั่งให้ลูกน้องจัดการทดสอบหน้ากล้องพร้อมทดสอบการแสดงออกของเด็กทั้งกลุ่ม  ในที่สุด  เด็กหลายคนถูกคัดเลือกออกมา  พวกเขาดูมีความพร้อมและเหมาะสมกว่าเด็กน้อยคนนั้นของผู้กำกับเสียอีก

แต่สุดท้าย  ผู้กำกับก็ตัดสินใจเลือกเด็กน้อยคนเดิมไว้

เขาบรรจงเขียนข้อคิดเห็นบนข้อมูลเด็กน้อยคนนั้นว่า  "ความเมตตา ไม่ต้องผ่านการทดสอบ"

เด็กน้อยที่มีอายุแค่ประมาณสิบขวบ  แม้ชีวิตจะอยู่ในภาวะขัดสน  แต่กลับยอมนำเอาโอกาสดีๆของตนมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ  นี่ช่างเป็นความเมตตาที่งดงามและยิ่งใหญ่จากมนุษย์ตัวน้อยๆคนนี้  เขาแน่ใจว่า  เด็กน้อยคนนี้แค่ใช้ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองแสดงออกมา  แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับบทบาท"เด็กน้อย"ในภาพยนตร์ของเขาโดยไม่ต้องมีการปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น

แล้วเด็กน้อยก็สามารถตีบทแตกอย่างสุดยอดในบทบาทที่น่าประทับใจที่สุด

ภาพยนตร์ได้กวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆทั่วโลกรวม 36 รางวัล (1998-99) มีแต่เสียงชื่นชมจากทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์  เด็กน้อยกลายเป็นนักแสดงที่ดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน  และสามารถกลายเป็นนักแสดงยอดนิยมของประเทศบราซิลอยู่ยาวนาน 

หลายๆปีผ่านไป  เด็กน้อยที่บัดนี้โตเป็นผู้ใหญ่ ได้กลายเป็นนักแสดงระดับแนวหน้า  และยังเป็นประธานบริษัทในวงการภาพยนตร์  เขาผู้นั้นคือ  Viniclus de Oliveira  

"ชีวิตการแสดงของข้าพเจ้า" คือหนังสือที่นักแสดงผู้นี้แต่งขึ้นมาเพื่อบันทึกชีวประวัติส่วนตัวของเขา  เขาขอให้ผู้กำกับที่มีพระคุณที่สุดในชีวิตเขาเป็นคนให้เกียรติเขียนคำนำสำหรับหนังสือเล่มนี้ของเขา  

ผู้กำกับ Walter Salles 
บรรจงเขียนข้อความจากใจว่า

"ความเมตตาของคุณ 
ไม่ต้องผ่านการทดสอบ

ความเมตตา  ทำให้คุณพยายามยื่นโอกาสดีๆในชีวิตแบ่งปันให้กับคนอื่น

และก็คือความเมตตาของคุณเช่นเดียวกัน  ที่ทำให้คุณได้รับโอกาสดีๆมากมายไปเป็นรางวัลชีวิต"

เขายังคงความเมตตาสมัยเป็นเด็กน้อยไม่ขาดหาย
แต่เจริญรุ่งโรจน์ในเส้นทางชีวิตอย่างน่าชื่นใจ

        ********

คนที่มีใจเมตตาปราณี
ชะตาชีวิตมักจะไม่เลวร้าย
อาจจะตกต่ำไปบ้างในบางจังหวะชีวิต
แต่สุดท้ายโอกาสดีๆก็จะเข้ามาให้ได้ประสบพบเจอในเส้นทางชีวิตแน่นอน

"ขจรศักดิ์"
แปลและเรียบเรียง
www.facebook.com/Flintlibrary

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563

ไม้คานปิดทอง

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีหนุ่มจีน ๒ คน ชื่อเฮง กับเจ็ง เดินทางจากเมืองจีนมาเมืองไทยแบบ “เสื่อผืนหมอนใบ”  สองคนมีทุนติดตัวมานิดหน่อย ไม่พอที่จะทำอื่นได้ จึงทำอาชีพรับซื้อขวดขาย อาศัยพักใต้ถุนกุฏิวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อเจ้าอาวาส

อุปกรณ์รับซื้อขวดก็มีหลัวคู่หนึ่ง ไม้คานอันหนึ่ง 
เช้าขึ้นมาก็หาบหลัวไปตามบ้านผู้คน รับซื้อขวดเปล่าเอาไปขายต่อให้โรงงาน

อาชีพนี้คนจีนที่อพยพมาเมืองไทยสมัยนั้นน่าจะทำกันทั่วไป เมื่อเป็นเด็กๆ ยังเคยได้ยินเสียงร้อง “มีขวดมาขาย” และคำเรียก “เจ๊กขายขวด” ติดหูมาจนทุกวันนี้

เจ๊กเฮงกับเจ็กเจ็งเข้าหุ้นกันรับซื้อขวดขาย ทำสัญญาใจกันว่า ถ้ามีกำไรยังไม่ถึง ๘๐ ชั่ง จะไม่กินเป็ดกินไก่อันเป็นอาหารที่มีราคาแพง ได้กำไรมาก็เอาไปฝากหลวงพ่อไว้เหมือนกับเป็นธนาคาร

วันหนึ่ง ระหว่างหาบหลัวซื้อขวด เจ๊กเจ็งไปแวะพักที่ข้างโรงบ่อน แล้วเลยเข้าไปเล่นโป เผอิญเล่นได้ จึงเอาเงินที่เล่นโปได้ไปซื้อเป็ดไก่กินด้วยความอยาก แล้วยังซื้อไปฝากเจ๊กเฮงด้วย 

เจ๊กเฮงเห็นว่าเจ๊กเจ็งผิดสัญญาเพราะเงินกำไรยังมีไม่ถึง ๘๐ ชั่ง จึงขอแยกทาง แบ่งเงินที่ฝากหลวงพ่อไว้คนละครึ่งแล้วต่างคนต่างไป

เจ๊กเฮงยังคงหาบหลัวซื้อขวดขายต่อไปด้วยความอดทน จนมีทุนมากขึ้นก็ค่อยขยับขยายกิจการค้าขาย ได้เมียเป็นไทย มีลูกก็ช่วยกันทำมาหากิน จนในที่สุดก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐี 

เศรษฐีเฮงมีแก่ใจช่วยอุดหนุนกิจการสาธารณกุศลของทางบ้านเมืองเสมอ จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยา

พระยาเฮงเป็นคนกตัญญู เมื่อร่ำรวยแล้วก็กลับไปอุปถัมภ์บำรุงวัดที่ตนเคยได้อาศัย และที่สำคัญคิดถึงคุณของไม้คานเป็นที่ยิ่ง ได้เอาไม้คานที่เคยใช้หาบหลัวมาปิดทอง ใส่ตู้ไว้เป็นอย่างดีในที่บูชา

นอกจากนี้ด้วยความที่เคยอดอยากยากจนมาก่อน พระยาเฮงได้ตั้งโรงทานไว้ที่หน้าบ้าน หุงข้าวเลี้ยงคนโซทุกเช้า

ฝ่ายเจ๊กเจ็ง แยกทางกับเพื่อนแล้ว ได้เงินส่วนแบ่งมาก้อนหนึ่ง ก็ไม่เป็นอันที่จะคิดทำอาชีพขายขวดอีก หวนกลับไปเล่นการพนัน ในที่สุดก็หมดตัว สิ้นท่าเข้าก็เลยยึดอาชีพขอทาน 

วันหนึ่งเจ๊กเจ็งโซซัดโซเซไปถึงโรงทานของพระยาเฮง  พระยาเฮงจำเพื่อนได้ ก็ให้บ่าวไปเรียกมา 
เจ๊กเจ็งจำเพื่อนไม่ได้เพราะราศีพระยาจับเป็นสง่า พระยาเฮงก็ไม่แสดงตัวว่าเป็นเพื่อนเก่า สั่งให้รับเจ๊กเจ็งไว้เป็นคนทำสวน

ในสวนบ้านพระยาเฮงมีต้นมะขาม ๒ ต้น ต้นหนึ่งเล็ก ต้นหนึ่งใหญ่  พระยาเฮงออกกฎให้เจ๊กเจ็งกินเฉพาะข้าวกับปลาเค็มต้มใบมะขามอ่อน ให้หุงหากินเอง ข้าวกับปลาเค็มให้เบิกจากโรงครัว ส่วนใบขะขามให้รูดจากต้นเล็กก่อน ถ้าหมดให้มาบอก

เจ๊กเจ็งรูดใบมะขามต้นเล็กไปต้มกับปลาเค็มได้ไม่กี่วัน ใบมะขามก็หมดต้น ก็บอกพระยาเฮง 
พระยาเฮงสั่งให้รูดจากต้นใหญ่ได้ แต่ให้รูดทีละซีก เมื่อซีกหนึ่งหมดจึงจะรูดอีกซีกหนึ่งได้ ใบมะขามหมดให้มาบอก

เจ๊กเจ็งรูดใบมะขามต้นใหญ่กว่าจะหมดซีกก็เป็นเดือน แล้วก็ไปขออนุญาตรูดจากอีกซีกหนึ่ง 
พอซีกนี้หมด ซีกเก่าก็แตกใบอ่อนทันรูดกินได้อีก ก็ไปรูดจากซีกเก่า กว่าซีกเก่าจะหมด ซีกใหม่ก็แตกใบอ่อนอีก เป็นอันว่ารูดใบมะขามต้มปลาเค็มกินได้ทั้งปี
เจ๊กเจ็งไปเบิกข้าวสารและปลาเค็มจากโรงครัวเป็นระยะๆ แต่ไม่เคยไปบอกว่าใบมะขามหมด

วันหนึ่ง พระยาเฮงให้เรียกเจ๊กเจ็งมาถามว่า ทราบว่าเบิกข้าวสารกับปลาเค็มจากโรงครัวตามปกติ แต่ทำไมไม่เห็นมาขออนุญาตรูดใบมะขาม 
เจ๊กเจ็งก็บอกว่าใบมะขามยังไม่หมดสักที

พระยาเฮงจึงพาเจ๊กเจ็งขึ้นไปบนเล่าเต็ง ชี้ให้ดูไม้คานที่ปิดทองอยู่ในตู้ แล้วถามว่า “ไม้คานของลื้ออยู่ไหนล่ะ”  เจ๊กเจ็งจำเพื่อนได้ ก็ร้องไห้ 

พระยาเฮงบอกว่า ที่ให้กินข้าวกับใบมะขามต้มปลาเค็มก็เพราะจะสอนให้รู้สึกตัว เมื่อเงินยังมีน้อย ถ้ากินใช้หมดก็เหมือนมะขามต้นเล็ก รูดใบกินไม่กี่วันก็หมด แต่ถ้าสะสมไว้ทำทุนให้มีกำไรมากขึ้นก็เหมือนมะขามต้นใหญ่ รูดกินได้ทั้งปีก็ไม่หมด 

“อั๊วะจะให้ทุนลื้อไปเริ่มต้นหาบหลัวขายขวดใหม่เหมือนตอนแรกที่มาจากเมืองจีน ลื้อต้องทำตามที่อั๊วะเคยทำมาอย่างเคร่งคัด”

เจ๊กเจ็งก็ไปเริ่มต้นหาบหลัวซื้อขวดขายตามที่พระยาเฮงแนะนำ ต่อมาก็ได้เป็นเศรษฐีอีกคนหนึ่ง

ในอดีต “ไม้คานปิดทอง” คงจะมีอยู่ตามบ้านของเจ้าสัวทั่วไปในเมืองไทย รุ่นลูกก็ยังคงนับถือบูชาเพราะเคยเห็นเตี่ยใช้หาบหลัวเลี้ยงพวกตนมา ทั้งเคยมีส่วนร่วมในความทุกข์ยากมาด้วยกัน

แต่เมื่อนานหลายรุ่นเข้า ชั้นปลายแถวไม่เคยเห็นภาพหาบหลัว ไม่รู้ว่าความลำบากยากจนเป็นอย่างไร เกิดมาก็เป็นเศรษฐีแล้ว ไม้คานปิดทองของบรรพบุรุษอาจไม่มีความหมายอะไรแม้แต่น้อย 
บางทีจะมีคนปลายแถวเห็นว่าเป็นของเกะกะรกรุงรังด้วยซ้ำไป

สังคมไทย มีสถาบันบางอย่างที่ถูกคนในปัจจุบันนี้มองเหมือนไม้คาน คือเห็นว่ามีไว้ก็ไม่เห็นจะเป็นประโยชน์อะไร  ไม่ใช่เพราะไม่รู้ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของชาติ  หากแต่เพราะในหัวใจขาดความตระหนักสำนึกถึงคุณค่า ที่เรียกว่า ความกตัญญูรู้คุณ

แม้ทุกวันนี้จะไม่ต้องใช้ไม้คานหาบหลัวอีกแล้ว แต่ไม้คานก็ยังมีคุณค่าเสมอไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง

กวีวัฒน์

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เด็กน้อยกับลูกแพร

“ฉันเชื่อในสิ่งที่เห็น  
แล้วก็พลาดในสิ่งที่เชื่อ”

ฉันเป็นเจ้าของร้านขายหนังสือ  ที่ตั้งของร้านอยู่บนซอยที่ยาวมากๆ  มีผู้คนทั้งที่อาศัยและทำการค้าเป็นร้อยครัวเรือน  และก็มักจะมีผู้คนนำสิ่งของสารพัดชนิดมาเดินเร่ขายในซอย

บ่ายวันนี้  ฝนตกหนักมาก  พอฝนหยุด  ฉันก็รีบออกจากร้านไปทำธุระแถวๆนั้น  พอเดินมาถึงปากซอย  ก็พบเด็กผู้ชายคนหนึ่ง  อายุคงราวๆสักสิบสองสิบสามขวบ  เนื้อตัวเปียกปอน  บนหลังเขาแบกเข่งค่อนข้างใหญ่ไว้ใบหนึ่ง

พอเห็นฉันมองดูเขา  เขาก็พูดกับฉันแบบกล้าๆกลัวๆว่า  "คุณน้าสนใจจะอุดหนุนลูกแพร์ไหมครับ  เพิ่งเด็ดจากต้นมาสดๆ  อร่อยนะครับ"  ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบทานลูกแพร์นัก  กำลังคิดจะปฏิเสธ  แต่พอเห็นแววตาที่คาดหวังของเด็กน้อย  พร้อมกับเนื้อตัวที่เปียกปอน  ผมเผ้าก็เปียกแฉะ  เกิดใจอ่อนขึ้นมา  เลยถามไปว่า  "ลูกแพร์พวกนี้แบกมาขายเองเหรอ"

เด็กน้อยรีบผงกหัวด้วยรอยยิ้ม "ใช่ครับ  ผมเดินทางมาจากหมู่บ้านเชิงเขาด้านตะวันตก  ระยะทางสามสิบกว่าลี้  พอดีเจอฝนตกหนักระหว่างทาง  เนื้อตัวเลยเปียกหมด"

ฉันมองดูลูกแพร์ที่อยู่ในเข่ง  กะเคร่าๆว่าคงประมาณเกินยี่สิบชั่ง  มองดูเด็กน้อยที่อุตส่าห์เดินทางมาไกลพอควร  พร้อมแบกเข่งใบเขื่องที่ใหญ่กว่าตัว  คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก  เลยถามไปว่า  "ขายยังไง"

พอเห็นฉันถามราคา  เด็กน้อยยิ่งดีใจใหญ่  "คุณน้า ผมขายแค่สองหยวนต่อชั่ง  เพิ่งเด็ดจากต้นในบ้านผมเอง  ทั้งอร่อยทั้งถูก  "

ฉันยิ้มก่อนพูดว่า "พูดเก่งนี่เรา  ถ้าน้าจะเหมาหมด  คิดเท่าไหร่"

เด็กน้อยมีแววตาตื่นเต้น  "คุณน้าคงไม่ได้พูดเล่นนะครับ  ผมชั่งมาจากบ้านแล้ว  ทั้งหมดยี่สิบสองชั่ง  ถ้าคุณน้าเหมาหมด  ผมคิดแค่ยี่สิบชั่งก็พอ  รวมเป็นเงินสี่สิบหยวนครับ  คุณน้า"

เด็กน้อยพูดจาดี  คำก็คุณน้า  สองคำก็คุณน้า  ฟังแล้วสบายใจจริงๆ  เงินสี่สิบหยวนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับฐานะอย่างฉัน  จึงควักเงินสี่สิบหยวนออกมาจ่ายไปทันที  เด็กน้อยรีบหยิบย่ามจักสานออกมาสองใบใหญ่  เทลูกแพร์ทั้งหมดออกมาได้สองถุงใหญ่แล้วยื่นให้ฉัน

ฉันรับลูกแพร์ถือไว้ในมือพร้อมถามว่า  "ทำไมขายแต่ลูกแพร์ แล้วไม่ขายผลไม้อย่างอื่นเหรอ"

เด็กน้อยตอบด้วยความสบายใจ  "บ้านผมมีต้นลูกแพร์อยู่แค่ต้นเดียว  ปีนี้ออกลูกมาไม่มากนัก  พ่อแม่ผมก็ออกไปทำงานต่างถิ่นกันหมด  เหลือผมอยู่กับปู่และย่าเท่านั้นเอง  ปู่บอกว่าต้นลูกแพร์นี้ให้ผมดูแล  ผมก็เลยเด็ดมาขายเข่งนึง  ขายได้เงินเท่าไหร่ปู่ยกให้ผม  ผมเหลือลูกแพร์ไว้เบนต้นหน่อยนึงให้ปู่กับย่า"  เด็กน้อยพูดด้วยหน้าตาที่สดใส  แบกเข่งเปล่าขอตัวเดินจากฉันไปด้วยความปรีดาพร้อมคำขอบคุณอีกหลายๆคำ

ฉันมองดูลูกแพร์สองถุงใหญ่ในมือ  ตัดสินใจแบกกลับไปเก็บไว้ที่บ้านก่อน  ใช้เวลาสิบกว่านาทีกับการเดินไปและเดินกลับ  พอกลับมาถึงปากซอยอีกครั้ง  เอ้า  เด็กน้อยคนเดินกลับมายืนอยู่ที่เดิม  พร้อมผลไม้เข่งใหม่บนหลังเขา  ผู้ชายวันกลางคนคนหนึ่งกำลังยืนคุยกับเขา  ท่าทางคงกำลังตัดสินใจจะซื้อ

ฉันรู้ทันที่ว่าฉันถูกหลอกแล้ว  เคยได้ยินเรื่องราวที่ผู้คนเขาเล่าสู่กันฟังบ่อยๆว่า  มักมีพวกพ่อค้าจากถิ่นอื่นนำเอาผลไม้มาขายกันเป็นคันรถ  แล้วจ้างชาวบ้านท้องถิ่นมาเดินเร่ขาย  แต่โกหกว่าผลไม้มาจากสวนของตนเอง  ทำให้คนซื้อตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น  อาจจะเพราะอยากอุดหนุนคนกันเอง  และคิดว่าคงไม่ค่อยมีสารกำจัดแมลงที่รุนแรง  พอคิดได้ดังนั้นก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาเด็กน้อย แล้วถามด้วยเสียงที่เย็นชาว่า "คราวนี้ขายผลไม้อะไรอีก"

เด็กน้อยหันมามองหน้าฉันด้วยความตกใจ  หน้าซีดทันที  ตอบด้วยเสียงตะกุกตะกักว่า  "อะ...องุ่นครับ...คุณน้า"

"เอ้า  ก็เห็นบอกว่าทั้งบ้านมีต้นลูกแพร์อยู่แค่ต้นเดียว  แล้วต้นลูกแพร์ที่บ้านยังสามารถออกลูกเป็นองุ่นอีกเหรอ"

เด็กน้อยก้มหน้า  ตอบด้วยเสียงบางเบาว่า "องุ่นพวกนี้  ผมช่วยคนอื่นขายครับ"  ผู้ชายคนที่กำลังควักเงินจะซื้อ  พอได้ยินคำสนทนาของเราก็เปลี่ยนใจทันที  "เอ้า  เมื่อกี้เพิ่งจะบอกว่าองุ่นพวกนี้ปลูกในบ้านตัวเอง  อายุแค่นี้ก็หัดโกหกหน้าตาเฉยเลยเหรอ  ไม่ไหว...."  แกเดินจากไปด้วยความโกรธ

ฉันถือโอกาสยืนสั่งสอนเด็กน้อยอยู่ครู่ใหญ่  ก่อนจะเดินจากไปทำธุระด้วยอารมณ์ที่ไม่โสภานัก  เดินไปได้ไกลพอควร  ยังทำใจไม่ค่อยได้  หันหลังกลับไปมองอีกครั้ง  เห็นเด็กน้อยนั่งอยู่บนโขดหินข้างทาง  ก้มหน้าเช็ดน้ำตาด้วยความเสียใจ

ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก  เมื่อครู่นี้คงจะพูดรุนแรงไปหน่อย  แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า  เรื่องแบบนี้ไม่ควรจะส่งเสริม  และคนสมัยนี้ก็ย่ำแย่เต็มแก่  เพื่อเงินไม่กี่มากน้อยก็ใช้เด็กมาเดินขายแบบแหกตา  ทำให้เด็กต้องมารับตราบาปไปเปล่าๆ  คงต้องรณรงค์ให้คนทั้งซอยมาต่อต้านขบวนการแหกตาพวกนี้ให้ได้

กว่าจะเสร็จธุระก็กินเวลาไปร่วมชั่วโมง  พอใกล้ถึงบ้านก็ยังเห็นเด็กน้อยยืนขายอยู่  แต่ห่างจากที่เดิมพอสมควร  สงสัยคงขายไม่ดี  มองดูรู้สึกองุ่นยังเต็มเข่งอยู่  สีหน้าเขาหดหู่มาก  พอเห็นฉันเดินมา  เขารีบยืนชิดกำแพง  ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตาฉัน

เห็นสีหน้าที่เศร้าโศกขนาดนี้  บอกตรงๆว่าฉันก็รู้สึกย่ำแย่เหมือนกัน  ถ้าเป็นวันอื่นๆ  ฉันคงควักเงินเหมาหมดเข่งไปแล้ว  แต่วันนี้คงทำแบบนั้นไม่ได้เสียแล้ว  เพราะจะทำให้ได้ใจกันใหญ่  เกรงว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะได้แบกเอาส้มเอย แอปเปิ้ลเอย กล้วยเอยมาขายกันไม่หยุดไม่หย่อน

กลับถึงบ้านตรงขึ้นชั้นบน  เตรียมอาหารมื้อเย็นเสร็จ  เดินออกมากวาดระเบียง  มองไปข้างล่าง  เอ้า  เด็กน้อยคนเมื่อกี้อีกแล้ว  กำลังแบกเข่งเดินลับๆล่อๆเลี้ยวมาทางหลังบ้านฉัน  หลังบ้านฉันเป็นที่ดินที่ยังไม่พัฒนา  มีแต่พงหญ้าที่รกรุงรังผืนใหญ่  แล้วนี่เขากำลังจะทำอะไร

ฉันเดินตามดูเด็กน้อยจากบนบ้าน  พอเขาเดินมาถึงพงหญ้าก็เหลียวมองดูรอบข้างอีกครั้ง  พอรู้ว่าปลอดคนก็ปลดเข่งจากข้างหลังแล้วย่อตัวลง  ค่อยๆหยิบเอาพวงองุ่นออกจากเข่งทีละพวง  แล้ววางลงบนพงหญ้า  สุดท้ายเหลือองุ่นอยู่ประมาณครึ่งเข่งแล้วค่อยลุกขึ้นยืน  เขาหยิบเอาเงินสี่สิบหยวนที่ได้จากการขายลูกแพร์ออกจากกระเป๋า  มองดูเงินในกำมือ ชั่งใจอยู่พักใหญ่  แบ่งออกมายี่สิบหยวน แล้วม้วนกำไว้ในกำมือ  หันกลับไปมองดูกององุ่นด้วยความเสียดาย  แล้วเขาก็แบกเอาครึ่งเข่งที่เหลือเดินผ่านซอกเล็กๆข้างบ้านฉัน  แล้วเดินจากไป

ฉันงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด  เด็กน้อยคนนี้กำลังทำอะไร  ทำไมต้องเอาองุ่นมาซ่อนไว้ในพงหญ้า  น่าสงสัยเหลือเกิน  อยากรู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น  แล้วฉันก็ตัดสินใจวิ่งลงมาชั้นล่างสะกดรอยตามเขาไป

เด็กน้อยเดินตรงมาถึงปากซอย  แล้วก็ยังเดินต่อไป  ฉันเดินตามเขาอยู่ห่างๆ  แล้วเขาก็เดินมาถึงสวนสาธารณะของท้องถิ่น

ฉันเห็นเด็กผู้หญิงอีกคนนั่งอยู่บนม้าหินที่อยู่หน้าสวน  อายุคงจะพอๆกัน  ข้างหน้าเขามีเข่งเปล่าวางอยู่ใบหนึ่ง  พอเห็นเด็กผู้ชายกลับมา เธอดีใจรีบลุกขึ้นยืน

พอดีข้างๆม้านั่งเป็นกำแพงกั้นอยู่  ฉันเดินเลี้ยวไปหลบตัวอยู่หลังกำแพง  ได้ยินเสียงเด็กชายพูดกับเด็กหญิงว่า  "ขอโทษ  องุ่นขายไปได้แค่ครึ่งเดียว  สองหยวนต่อชั่ง  นี่คือเงินยี่สิบหยวนของเธอ"

น้ำเสียงเธอดีใจ  "ขอบคุณพี่มากๆ  ถ้าไม่ได้พี่ช่วยขาย  สงสัยครึ่งเข่งก็ยังขายไม่ได้  ใครจจะคิดว่าขาฉันเกิดแพลงขึ้นมาอย่างกระทันหัน"

เด็กชายพูดกับเธอด้วยสีหน้าเศร้าหมอง  "ความจริงพี่น่าจะขายองุ่นได้หมดเข่งตั้งแต่แรกแล้ว  แต่พอดีมีเรื่องเข้าใจผิดเกิดขึ้น  ก็เลยขายไม่ได้  แย่จริงๆ"

เด็กหญิงถาม  "เข้าใจผิดเรื่องอะไรกันเหรอ"

เด็กชายเล่าต่ออย่างหมดเรี่ยวแรง  "ก็พอดีคุณน้าใจดีท่านที่เหมาลูกแพร์ของพี่ไปจนหมดในตอนแรก  กลับมาพบพี่ขายองุ่นอีก  เลยคิดว่าพี่รับจ้างพวกพ่อค้าขายผลไม้มาเดินสายเร่ขายของแหกตาชาวบ้าน  พอคุณน้าโวยวายขึ้นมา  ก็เลยไม่มีใครซื้อองุ่นของเราอีกเลย"  พอได้ยินเรื่องราวทั้งหมด  ฉันรู้ทันทีว่าฉันคงต้องเข้าใจอะไรผิดแน่นอน  จึงเดินออกมาจากหลังกำแพง  เด็กขายเห็นฉันอีกครั้งด้วยความตกใจ  พูดอะไรไม่ออก

ฉันแกล้งตีหน้าบึ้ง  "มันเรื่องอะไรกันแน่  เล่าให้ฟังอย่างละเอียด  ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล  ฉันจะคืนลูกแพร์ที่ซื้อทั้งหมด"

เด็กชายมีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที  คราวนี้พูดจาลิ้นพันกันจนฟังไม่รู้เรื่อง  กลับเป็นเด็กหญิงที่มีฝีปากฉะฉานตอบฉันว่า "คุณคือคุณน้าใจดีที่อุดหนุนลูกแพร์จนหมดใช่ไหมคะ  เรื่องเป็นอย่างงี้ค่ะ  เราสองคนเป็นเพื่อนบ้านกัน  บ้านของพี่เขามีต้นลูกแพร์อยู่ต้นหนึ่ง  ส่วนที่บ้านหนูมีแปลงองุ่นอยู่แปลงหนึ่ง  พอดีผลไม้ของเราสุกไล่ๆกัน  เลยนัดกันเอามาขายพร้อมกันในเมือง  ตั้งใจกันว่าพอได้เงินแล้ว  พี่เขาจะเอาเงินไปซื้อ "พจนานุกรมสำนวนจีน"  ส่วนของหนูจะซื้อ "พจนานุกรมภาษาจีน"  พวกเราทั้งคู่ใกล้จบมัธยมต้นแล้ว  คุณครูบอกว่า  นี่ล้วนเป็นหนังสือคู่มือที่จำเป็นสำหรับพวกเรา.....ระหว่างทางจากบ้านมาที่นี่  พวกเราเจอฝนที่หนักมาก  หนูหกล้มขาแพลงระหว่างทาง  เพราะเส้นทางลื่นมาก  หนูถอดใจคิดว่าจะเดินกลับบ้านทันที แต่พี่เขาไม่ยอม  เลยช่วยประคองหนูจนเดินทางมาถึงที่นี่  พอมาถึงพี่เขาก็ให้หนูนั่งพักอยู่ตรงนี้  แล้วพี่เขาก็นำเอาผลไม้ทั้งหมดไปขายแต่เพียงผู้เดียว......"  พอฟังมาถึงตรงนี้  ใจฉันเจ็บจี๊ดเหมือนโดนมีดกรีด  เจ็บใจตัวเองเหลือเกิน  อายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว  มองดูก็รู้ว่าเด็กผู้ชายต้องเป็นเด็กดีแน่ๆ  แต่ฉันกลับเอาเขาไปเปรียบเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ

ฉันยิ้มให้เด็กชาย "แล้วทำไมไม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้าฟังตั้งแต่แรก  ทำให้เข้าใจผิดไปหมด  องุ่นที่เหลือทั้งหมด  น้าเหมาหมดละกัน"

เด็กสองคนดีใจมาก  "คุณน้า  องุ่นคงเหลือสักสิบกว่าชั่ง  หนูคิดเงินคุณน้ายี่สิบหยวนก็พอค่ะ"

ฉันหยิบเงินจากกระเป๋ามาสี่สิบหยวน  ยื่นให้ทั้งคู่คนละยี่สิบหยวน  เด็กผู้ชายบอกว่า "คุณน้าให้เกินมายี่สิบหยวนครับ"

ฉันยิ้ม "ให้เกินหรือเปล่า  น้ารู้แก่ใจ  แต่น้าซื้อองุ่นคราวนี้  มีข้อแม้อยู่นิดนึง  ให้ทั้งคู่เดินตามน้าไปข้างหน้าก่อน"

เด็กหญิงถามว่า  "เดินตามไปทำอะไรค่ะ"

ฉันตอบด้วยรอยยิ้ม "มีเรื่องให้ทำอยู่สองเรื่อง  เรื่องแรกคือ  น้าเป็นคนขายหนังสือ  น้าจะมอบหนังสือที่พวกหนูต้องการให้คนละเล่ม  ส่วนเรื่องที่สองนั้น  น้าจะพาพวกหนูไปดูความสุรุ่ยสุร่ายของเด็กคนหนึ่ง...."

เด็กหญิงงุนงง "เด็กสุรุ่ยสุร่าย....."

ฉันมองหน้าเด็กชาย "ใช่ เป็นเรื่องของเด็กสุรุ่ยสุร่ายคนหนึ่ง  เที่ยวนำเอาองุ่นดีๆของชาวบ้านไปเททิ้งไว้ในพงหญ้า  ขอถามว่า  ถ้าไม่เรียกว่าสุรุ่ยสุร่ายแล้วจะให้เรียกว่าอะไร.......ไป......ไปช่วยกันเก็บองุ่นพวกนั้นกลับมาดีกว่า"

พอเด็กผู้ชายฟังฉันพูดจนจบ  เข้าใจทันทีว่าฉันคงเห็นเหตุการณ์ของการกระทำของเขาทั้งหมดที่เกิดขึ้น  ด้วยความอายอีกครั้ง  ใบหน้าที่สะท้อนแสงยามอาทิตย์อัศดงของเขา  ช่างแดงน่ารักเหลือเกิน......

             *************

การเจอเหตุการณ์ใดก็ตาม
อย่าเอาความรู้สึกแว่บแรกเป็นแกนในการตัดสิน
เปลือกนอกของพิษภัยมักจะถูกตกแต่งให้สวยหรูชวนหลงไหล
ในขณะที่เปลือกนอกของสิ่งดีงามอาจไม่ได้ปรุงแต่งให้น่าสนใจนัก
พึงระวัง  อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น
สังคมอาจจะเลวร้ายกว่าที่เราเห็น
แต่บางมุมของสังคมก็อาจจะดีงามกว่าที่เราคิดอย่างคาดไม่ถึง

ควรศึกษาให้ถ่องแท้แล้วค่อยตัดสิน
บางสิ่งบางอย่างที่เห็นอาจจะไม่ใช่อย่างที่เข้าใจก็ได้
อยู่ให้เป็นหรืออยู่ไม่เป็น
เรานั้นจะเป็นผู้ลิขิตเอง

ห้องสมุดฟลิ้นท์
“ขจรศักดิ์”
แปลและเรียบเรียง
Credit: Rensgeng5.com
賣水果-王兴菜作品

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ความมานะมี ปาฏิหาริย์เกิด

หนูน้อยวัย 8 ขวบ ได้ยินพ่อแม่บ่นปรับทุกข์กันเรื่องสุขภาพของน้องชายตัวน้อยของเธอ เธอจับประเด็นได้ว่าน้องชายป่วยมาก และพ่อแม่ไม่มีเงินเลย และกำลังจะย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กๆ เพราะหมดเงินไปกับค่ายาของน้องชาย และน้องชายจะหายขาดจากโรคได้จะต้องได้รับการผ่าตัดซึ่งมีค่าใช้จ่ายแพงมาก และพ่อกับแม่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินมาจากไหน เธอได้ยินพ่อกระซิบกับแม่ว่า มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยชีวิตน้องชายเธอได้

สาวน้อยเข้าไปในห้องนอน หยิบกระปุกออมสินที่แอบซ่อนไว้ทุบออกแล้วแล้วนับเงินที่เธอหย่อนสะสมมานาน เธอนำเงินจำนวนนั้นไปร้านขายยา คนขายยาถามเธอว่าต้องการอะไร เธอตอบว่า "น้องชายหนูป่วยมาก ขอซื้อปาฏิหาริย์ซักนิดนะคะ"

คนขายยาถามว่า"ขอโทษ หนูจะซื้อยาอะไรนะจ๊ะ?"
"น้องชายหนูชื่อแอนดรู มีเนื้องอกในสมอง คุณพ่อบอกว่า มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยชีวิตเขาได้ หนูขอซื้อปาฏิหาริย์ค่ะ ราคาเท่าไหร่คะ?"
"ที่นี่ไม่มีปาฏิหาริย์ขายจ้ะ เสียใจนะหนู" คนขายยาบอกพร้อมยิ้มอย่างเศร้าๆ
"ฟังนะ หนูมีเงินจ่ายนะ และถ้าเงินนี้ไม่พอจะไปหามาเพิ่มได้อีก บอกมาเถอะราคาเท่าไหร่"

ขณะนั้นภายในร้านขายยามีลูกค้าอีกคนหนึ่ง แต่งกายดี เขาหยุดชะงัก หลังได้ยินคำพูดของเด็กน้อย เขาจึงถามว่า "น้องชายของหนูต้องการปาฏิหาริย์แบบไหนจ๊ะ?"

"หนูไม่รู้" เด็กน้อยตอบ "แต่เขาป่วยมาก คุณแม่บอกว่าเขาต้องได้รับการผ่าตัด แต่คุณพ่อไม่มีเงินจ่าย หนูจึงต้องใช้เงินที่สะสมไว้มาช่วย"
"แล้วหนูมีเงินเท่าไหร่?" ชายผู้นั้นถาม
"หนึ่งดอลลาร์สิบเอ็ดเซ็นต์ แต่หนูไปหามาได้เพิ่มอีกนะ" เธอตอบเสียงแผ่ว
"โอ้...บังเอิญจริงๆ" ชายผู้นั้นกล่าวยิ้มๆ "หนึ่งดอลลาร์สิบเอ็ดเซ็นต์ เท่ากับราคาปาฏิหาริย์พอดี"

เขารับเงินจำนวนนั้นของเธอ จูงมือเธอพร้อมกับบอกว่า"พาฉันไปบ้านของหนู ฉันอยากเจอน้องชายของหนูและพบกับพ่อแม่ของหนู ดูซิว่าปาฏิหาริย์ของฉันจะช่วยได้มั้ย"

ชายคนนั้นเป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทชื่อนายแพทย์คาร์ลตัน อาร์มสตรอง...การผ่าตัดครั้งนั้นเสร็จสิ้นลงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่นานนักแอนดรูก็กลับบ้านได้ และหายเป็นปกติ

"การผ่าตัดครั้งนั้น" แม่ของเด็กน้อยพึมพำ "เป็นปาฏิหาริย์จริงๆ อยากรู้จังว่าราคาค่าผ่าตัดจริงๆ เท่าไหร่กันแน่"
เด็กน้อยยิ้ม เธอรู้ดีว่า ปาฏิหาริย์ราคาเท่าไหร่
...หนึ่งดอลลาร์สิบเอ็ดเซ็นต์...บวกกับชะตากรรมของเด็ก

ความมานะพยายามทำให้เกิดปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์อาจมาได้หลายรูปแบบ หมอ ทนายความ ครู ตำรวจ เพื่อน คนแปลกหน้า และอีกมากมาย

แม่น้ำตัดภูเขาได้ไม่ใช่เพราะความแรงของน้ำ แต่เพราะความสม่ำเสมอของสายน้ำ

อย่าสิ้นหวัง จงก้าวเดินไปตามความฝัน...

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ถูกรัก...

ศาสตราจารย์ผู้เกษียณอายุราชการคนหนึ่ง ใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายกับภรรยาเฒ่าอย่างมีความสุข
ตื่นเช้ามาไปตลาด จับจ่ายซื้อของเล็กๆน้อยๆ
บ่ายคล้อยออกไปดื่มชากาแฟตามร้านของเหล่าลูกศิษย์  ค่ำๆหลังทานอาหารเย็น สองสามีภรรยานั่งอ่านนิตยสาร ไม่ก็เช็คภาพถ่ายในไลน์ที่บุตรสาวเพียงคนเดียวมักส่งมาให้  ลูกอยู่อเมริกา

เช้าวันหนึ่งเมื่อเดือนก่อน  ตอนที่เขาลุกจากเตียง มือทาบกับผ้าปูที่นอนที่ชื้นด้วยน้ำ

"ยายแก่ เธอฉี่รดที่นอนเหรอ?" เขาเอ่ยหยอกภรรยาเฒ่า  แต่..ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับของฝ่ายภรรยา!

เธอสิ้นลมไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว...!!!

"อย่าโศกเศร้าเสียใจ ภรรยาของคุณ  เธอไปในที่ๆดีที่สุดแล้ว"

"ให้ผมมานอนเป็นเพื่อนอาจารย์ไหมครับ สมชัยและวีณาก็จะมาด้วยนะครับ"

คำปลอบประโลมใจ ที่เพื่อนๆและเหล่าลูกศิษย์เข้ามาปลอบประโลมใจ  แต่เขายังคงยืนนิ่ง ปฏิเสธด้วยใบหน้าเรียบเฉย เงียบขรึมเหมือนที่เขาเป็นอยู่ก่อนหน้านั้น

คืนหนึ่ง....เขาเขียนจดหมายยืดยาวถึงลูกสาวเพียงคนเดียว   ด้วยหน้าที่การงานทำให้ลูกกลับมาส่งคุณแม่ไม่ทัน

ชายชราหยิบจดหมายขึ้นมาจูบ
"ลาก่อนลูกรัก"
เขาวางจดหมายและหยิบขวดยานอนหลับขึ้นมา  ข้างๆ ขวดยานอนหลับ เหมือนภรรยาของเขากำลังยิ้มให้......

จู่ๆ เสียงโทรศัพท์บนหัวนอนก็ดังขึ้น
"พ่อคะ ตอนนี้หนูอยู่สนามบินแล้วค่ะ เจ้านายใจดีให้หนูลาพักร้อนมาอยู่เป็นเพื่อนพ่อหนึ่งเดือนค่ะ อีกครึ่งชั่วโมงเจอกันนะคะพ่อ หนูรักพ่อมากๆค่ะ"

หลังจากศาตราจารย์เล่าให้ลูกศิษย์ฟังเสร็จ เขาก็ยกแก้วน้ำชาขึ้นดื่ม

"คุณรู้ไหม อะไรที่ทำให้คนเลิกคิดฆ่าตัวตาย"
"ไม่รู้ครับท่าน" ลูกศิษย์เก่าของชายชราตอบ

"ไม่ใช่คำสอนในศาสนา ไม่ใช่นักจิตวิทยา ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง แต่มันคือความรู้สึกง่ายๆ ที่เรียกว่า..ถูกรัก..นั่นก็คือ ยังมีคนที่รักเราอยู่"
.....
cr:forward line

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องเล่า...ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร


🌹ถ้าไม่อ่านข้อความนี้นับว่าพลาดอย่างแรง🌹เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าต่อ..ที่ฟังดูแล้วมีความเป็นเหตุ..เป็นผลแห่งพุทธ..อย่างแท้จริง..เรื่องมีอยู่ว่า

..สมัยพุทธกาล
มีคนถามพระพุทธองค์ว่า ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร

พระพุทธองค์ตอบว่า"ไม่ได้อะไรเลย"

เขาจึงถามต่อไปว่า... ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร

พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไป นั้นก็คือ

ความโกรธได้หายไป
ความหม่นหมองวิตกกังวลหายไป
ความเศร้าท้อแท้หายไป
ความกังวลไม่สบายใจหายไป
ความเห็นแก่ตัว โลภะ โทสะ โมหะพิษร้ายทั้งสามก็หายไป
อวิชาคือความไม่รู้ที่ปิดกั้น ปุถุชนทั้งหลายก็ได้สูญสิ้นไป

พูดเหมือนง่าย... แต่เหตุผลนั้นมันลึกซึ้ง...
คนทั้งหลายที่มาสู่โลกนี้ มีเพียงสองเรื่องคือเกิดกับตาย

เรื่องแรกทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องนั้นเราจะทุกข์ร้อนไปทำไม...

มีวาสนาก็มา ... ไม่มีวาสนาก็ไป... สิ่งใดที่สมควรแก่เหตุก็มาเอง... สิ่งใดที่ไม่สมควรแก่เหตุ จะแสวงหาก็ไม่พบ อ้อนวอนก็ไม่สำเร็จ...
มีวาสนาก็ไม่ปฏิเสธ ไร้วาสนาก็ไม่ต้องแสวงหา... สิ่งที่เข้ามาหาก็ต้อนรับ สิ่งที่จากไปก็ไม่ต้องอาลัย... ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่วาสนา ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น

ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่เอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับปากและตาของผู้อื่น... ให้มองเห็นจิตและใจของตนเอง... มีสติ รู้จิต ไม่ฟุ้งซ่าน... ไม่ดิ้นรนแสวงหาในสิ่งที่หลอกลวงทั้งหลาย... ไม่ดิ้นรนแสวงหา ใจเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง... จะร้อนจะหนาว จะลุกจะนั่ง จิตก็มีสติอยู่เสมอ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม

เกิดเป็นคน อย่าเป็นคนหลอกลวงไร้สัจจะ ถ้าเป็นคนหลอกลวงจะไม่สามารถเปิดใจต่อผู้อื่นได้... ความทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือใจที่ไร้ที่พึ่ง...

ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม จิตที่ดีงามย่อมไม่มีเรื่องทุกข์ใจฺ...

จิตที่ประเสริฐ ย่อมไม่มีผู้ที่จะต้องเคียดแค้นชิงชัง... จิตที่เรียบง่าย ย่อมไม่มีเรื่องว้าวุ่นใจ... เป็นคนดี กายใจซื่อตรง ย่อมหลับเป็นสุข... ผู้ประกอบกรรมดี ฟ้าดินย่อมมองเห็น ผีสางเทวดาย่อมสรรเสริญ

ความสงบที่แท้จริงมิได้เกิดจากการนั่งนิ่งๆหลายชั่วโมง แต่เกิดจากการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายด้วยใจที่สงบ ได้ยินแม้แต่เสียงดอกไม้บาน... นั่งก็เป็นสมาธิ เดินก็เป็นสมาธิ

เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ว่างเปล่า...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้แต่เพียงเกี่ยวข้องแล้วก็ผ่านไป... พวกเราทุกคนเป็นเพียงแขกผู้ผ่านกาลเวลาเท่านั้น... วันหนึ่งเราก็ต้องบอกลาทุกสิ่งไป

ทุกสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเรานั้นควรจะทนุถนอม... แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรต้องอาลัย... สิ่งใดที่ควรได้ก็ให้รับเขาด้วยความยินดีแต่ไม่ยึดถือ..

ขออวยพรแด่ทุกคนที่มีวาสนาได้เกิดมาร่วมโลกกัน... เป็นครอบครัวเดียวกัน... เป็นญาติสนิทมิตรสหาย... รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลายขอจงมีความสุข เบิกบานใจทุกวันคืน...

ถ้าอ่านแล้วจะส่งต่อให้เพื่อนก็เป็นบุญ จะพิจารณาอยู่ก็เป็นคุณที่ดีเฉพาะตัว...

ขอบคุณสำหรับทุกๆ ท่านที่ช่วยแชร์ต่อๆ ไป... ขออำนาจกรรมดีความดีจงคุ้มครองให้ทุกทุกท่านวิวัฒน์สวัสดีตลอดกาลนาน

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

มหัศจรรย์แห่งการอ่าน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้นที่ร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง!
. . . . .

ขณะที่ร้านหนังสืออื่นกำลังค่อย ๆ ตายลง แต่สำหรับร้านนี้ดูเหมือนจะตายยาก- - มิเพียงไม่ตาย แต่ยังต่อลมหายใจได้ด้วยพลังรักแรงศรัทธาของประชาชนในเมือง!
. . . . .

October Books ร้านหนังสืออิสระเล็ก ๆ ที่เมืองเซาแธมป์ตัน เกือบจะต้องปิดตัวเองลง เพราะสู้ค่าเช่าตึกที่สูงขึ้นไม่ไหว ซึ่งอยู่มานานตั้งแต่ปี 1977 เจ้าของร้านจึงคิดโครงการระดมทุนจากประชาชนเพื่อซื้อตึกเก่า(ราคาประมาณ  400,000 เหรียญ)ที่อยู่ห่างออกไปราว 500 เมตร ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ลูกค้าประจำกว่าหลายร้อยคน ร่วมกันบริจาคและบางคนให้ยืมเงินเพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะซื้อตึกนั้น
.

เมื่อซื้อตึกสำเร็จ ถึงตอนที่จะต้องย้ายหนังสือจำนวนมากไปยังร้านใหม่ก็เป็นปัญหาอีกรอบ เพราะหากต้องจ้างบริษัทขนย้าย ก็ต้องใช้เงินอีกก้อนโต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางร้านจึงประกาศรับอาสาสมัครเป็น “สายพานลำเลียง”หนังสือ เขาคิดว่าคงมีจิตอาสามาสัก 10-20 คน แต่เมื่อถึงวันย้าย - กลับผิดคาด! พวกเขามากันกว่า 200 คน ยืนเรียงกันเป็นแถวยาวบนทางเท้า ส่งต่อหนังสือจำนวน 2,000 กว่าเล่ม จากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง จากร้านเดิมไปยังร้านใหม่!
.

คนที่เดินผ่านไปมาเมื่อรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ก็จะกระโดดเข้าร่วมวงด้วยทันที มิเพียงเท่านั้น ร้านอาหารใกล้เคียง ยังได้เอื้อเฟื้อชากาแฟร้อน ๆ มาบริการเหล่าอาสาสมัครด้วย
.

เมื่อภาพข่าวนี้แพร่กระจายออกไป หลายคนชื่นชม หลายคนตั้งคำถาม- -

ทำไมร้านหนังสือเล็ก ๆ ร้านหนึ่ง ถึงมีคนรักมากมาย...?
ทำไมชาวเมืองจึงพร้อมใจกันขนาดนี้?
ใช่การอ่านหรือไม่ ที่ทำให้ชุมชนแข็งแรง?

ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนแน่นอน
แต่เท่าที่รู้- -

สายพานลำเลียงความรักนี้ ต้องเริ่มต้นจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง ความมหัศจรรย์จึงเกิดขึ้นได้

เช่นเดียวกัน, สังคมดี ๆ ไม่ใช่ได้มา ด้วยการเนรมิตร้องขอ
หากเราทุกคนต้องร่วมใจ ลงมือทำ สร้างขึ้นเอง!

ปะการัง

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เคยสงสัยว่าตอบจบของ "ไซอิ๋ว" คืออะไร

เพราะสารภาพตามตรงว่าไม่เคยอ่านจริงๆจังๆ สักที เคยดูทางทีวีบ้างบางตอน รู้แต่ว่าเป็นนิยายที่แต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจริงของ พระเสวียนจั้ง ที่ไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดีย แต่เสริมเรื่องอภินิหารให้อ่านสนุกขึ้น
.
วันนี้เลยนั่งดู google  กลายเป็นนั่งอ่านไป 4-5 ชั่วโมง แล้วก็ไปเจอที่เค้าเฉลยว่า ทำไมไซอิ๋วจึงเป็นนิยายที่ทรงอิทธิพลของจีน ไม่ใช่แค่มันแฟนตาซีเท่านั้น แต่ไซอิ๋วคือ การกางพระไตรปิฎกออกมา แล้วเขียนใหม่ในมุมนิทาน
.
"พระถังซำจั๋ง" คือศรัทธา จะไปชมพูทวีป ต้องเริ่มจากมีศรัทธาก่อน พกจิตไปด้วยซึ่งจิตคนเรา ประกอบด้วย..

โทสะ - หงอคง โกรธ 
โลภะ - ตือโป๊ยก่าย โลภ
โมหะ - ซัวเจ๋ง ความไม่รู้

ก็แค่นั้น จนเจอที่เขาอธิบายใน Google แต่ละบทแบบละเอียด ทึ่งในความสามารถของคนแต่งเลยครับ
.
"หงอคง" แปลงกายได้ เหาะเหิน เดินอากาศได้ ทำอะไรก็ได้ เพราะหงอคง คือจิตคนเรา ที่เป็นลิง ไม่อยู่นิ่ง คิดไปเรื่อย แค่คุมให้ตามลมหายใจยังยากเลย ดังนั้น ถ้าเราคุมหงอคงได้.... การไปชมพูทวีปจะง่ายขึ้น ... เป็นต้น
.
และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราโกรธ - โทสะเราจะเหมือนหงอคง เวลาแผลงฤทธิ์ พังพินาศ ราบเป็นหน้ากลอง
.
แต่หงอคงแพ้อะไร ? โดนขังไว้ที่ไหน ?
ใช่แล้ว แพ้ฝ่ามือยูไล โดนขังไว้ที่เขา 5 นิ้ว
.
ฝ่ามือยูไล และเขา 5 นิ้ว แทน "ขันธ์ 5 " ต่อให้จิตแน่แค่ไหน สุดท้ายก็ไม่พ้นขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
.
นอกจากนี้หงอคงยังมีกระบองวิเศษจัดการปีศาจได้ตลอด กระบองนั้นแทนปัญญา แต่ทว่า มีจิต กับปัญญา แค่นั้นยังเกิดปัญหาได้
.
พระยูไลจึงประทานมงคล มารัดหัวไว้ ให้พระถังซำจั๋งคอยดูแล มงคลนั้นก็แทน "สติ" ซึ่งมงคลเป็นรัดเกล้า 3 ห่วงคล้องกัน แทนไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา

ปีศาจแต่ละตัว แทนกิเลสที่เราต้องค่อยกำจัดออกไป
.
ตอนเจอกันครั้งแรกเห้งเจียบอกพระถังว่า.. "จะไปชมพูทวีป ผมพาพระอาจารย์ตีลังกาไป 7 ทีก็ถึง มามัวเสียเวลาเดินทำไมกัน ไม่เข้าใจ" พระถังบอกว่า  "ไม่ได้..ต้องเดินไป"
.
ปริศนาธรรมข้อนี้บอกว่า จิต+ปัญญา ฟังเขาเล่า ฟังเขาบอก คิดเอาเองก็บอกง่าย แป๊บเดียวก็ไปถึงนิพพานละ
เช่น  คนเล่าให้ฟังเรื่องอริยสัจ 4 ทางดับทุกข์ ก็บอกฟังเข้าใจละ.. แต่จริงๆ แล้ว ยังไม่เข้าใจ..
.
ธรรมมะต้องลงมือปฎิบัติ เหมือนหงอคงบอกตีลังกาไป 7 ที  มันไปไม่ถึงเพราะเอาเร็วเข้าว่า แต่ขาดความเข้าใจ ต้องค่อยๆ เดินไป ศึกษาไป ปฎิบัติไป จึงจะถึง...
.
โป๊ยก่าย คือศีล 8  
ซัวเจ๊ง คือสมาธิ

ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ  จึงจะพ้นทุกข์
.
แต่บางครั้งปีศาจบางตัวก็เก่งเหลือเกิน ต้องไปตามเจ้าแม่กวนอิมมาช่วย
เจ้าแม่กวนอิม คือ เมตตา
.
.
ปัญญา + เมตตา จะกลายเป็นสัมมาทิฏฐิ ธรรมชั้นสูงซึ่งปราบกิเลสได้เสมอ แต่เจ้าแม่กวนอิม มักให้เห้งเจียลองสู้จนหมดแรงก่อน ถึงมาช่วย เหมือนหากมีกิเลส ควรใช้ปัญญาลองขจัดดูก่อน เกินกำลังแล้วจึงใช้เมตตา..ปล่อยวาง

ถ้าเกินกำลังเมตตา เจ้าแม่กวนอิมช่วยไม่ไหว คนสุดท้ายที่มักมาช่วย คือ พระยูไล พระยูไล แทน พระอริยสงฆ์
.
ลำดับปีศาจแต่ละตัวในเรื่องก็สุดยอดมาก เช่น เมื่อเริ่มเดินทาง ก็พบโจรทั้งหก ขัดขวางไม่ให้ไป สุดท้ายเห้งเจียเลยเอากระบองตีจนตาย
.
โจรทั้งหกคือ "อายตนะ 6"  คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ ต้องเอา ปัญญา (กระบอง) ฟาดให้ตายก่อนถึงเริ่มออกเดินทางได้
แล้วก็จะเจอปีศาจไปเรื่อยๆ
.
สรุป ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ.. ออกเดินทาง กำจัดกิเลส.. ไปจนถึงชมพูทวีป แล้วได้อะไร ?
.
ตอนจบพระถังซำจั๋งและคณะ มาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง สายน้ำเชี่ยวกรากมาก ไม่รู้จะข้ามไปยังไง จนเจอเรือไร้ท้องเรือ จอดอยู่ พระถังกังวลมาก เรือไม่มีท้องเรือจะพาข้ามฟากได้อย่างไร?
.
แต่สุดท้ายก็ยอมใช้เรือข้ามไป แม่น้ำเชี่ยวกรากแทนกองกิเลส เรือนั้นแทน "สุญญตา" ความไม่ยึดมั่นถือมั่น
.
เมื่อข้ามมาแล้วก็ถึงชมพูทวีป และได้คัมภีร์มา..เป็นหนังสือเปล่าหนึ่งเล่ม
แทนธรรมมะ ซึ่งก็คือความว่างเปล่า ...หรือ "นิพพาน" นั่นเอง
.
แต่สุดท้าย.. เห้งเจียขอให้มีอะไรกลับไปเมืองจีนหน่อย เพราะคนธรรมดาคงไม่เข้าใจ เลยได้คัมภีร์มาอีกเล่มนึง เต็มไปด้วยอักษร เป็นบันทึกการเดินทาง เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ...

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

อ่านแล้วต้องคารวะคนแต่งเลย ....
เก่งและแยบยลมากๆ

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สามก๊กยุคดิจิทัล


#กวนอู 
...ตาย เพราะหยิ่งในความเป็นทหาร เพิกเฉยต่อการเจรจากับซุนกวนจนสุดท้ายหัวขาดในสถานะผู้แพ้สงคราม

#เตียวหุย
...ตาย เพราะลุแก่โมหะ ถือตนว่าเป็นแม่ทัพใหญ่ สั่งโบยตีทหารเลว จนสุดท้ายทหารเลวแอบมาปาดคอตอนแม่ทัพใหญ่กำลังเมามาย

#เล่าปี่
...ตาย เพราะลุแก่โทสะ อยากแก้แค้นให้กวนอู ถือตนว่าเป็นอ๋องเป็นกษัตริย์จนลืมไตร่ตรองวิธีตั้งค่าย สุดท้ายพลาดท่าถูกลกซุนแม่ทัพหน้าใหม่ของซุนกวนพาทหารมาเผาค่ายจนวอดวาย เล่าปี่บาดเจ็บและตรอมใจตาย

#โจโฉ และ #ซุนกวน
...ผู้ที่ได้ชื่อว่าจอมทัพและครองพื้นที่ 1 ใน 3 ของแผ่นดินมังกร ตายด้วยอาการประสาทเสื่อม มองเห็นภาพหลอนของคนที่ตัวเองเคยเข่นฆ่า

#จิวยี่
...ผู้มีปัญญาล้ำเลิศที่สุดในง่อก๊ก ต้องกระอักเลือดตายเพราะไม่สามารถระงับโทสะที่เกิดขึ้นจากการพ่ายแพ้อย่างราบคาบแก่ผู้มีปัญญาเลิศล้ำกว่าตน ที่มีนามว่า ขงเบ้ง

#จูกัดเหลียง หรือ #ขงเบ้ง
...ผู้มีปัญญาเลิศล้ำที่สุดในแผ่นดินมังกร ตายไปพร้อมกับอาการห่วงหน้าพะวงหลัง พะว้าพะวัง ในราชกิจที่ยังคงคั่งค้าง

ที่กล่าวมาทุกคนล้วนแต่เป็น "วีรบุรุษ" ล้วนแต่เป็น "นักปราชญ์" ล้วนแต่เป็น "เจ้าเหนือหัว"

แต่การมีแค่เพียงพละกำลัง ความรู้ และอำนาจ
ไม่ได้ช่วยให้ใครตายสบายสักผู้สักคน
ตราบใดที่คนเหล่านั้นยังคงยึดถือ "#ตัวตน"
หรือ "#อัตตา" ในตัวเองอยู่

จะกล่าวถึง

#เตียวจูล่งหยุ่น
...แม่ทัพคนสำคัญของเล่าปี่ ผู้นี้ฆ่าคนมามาก ไต่เต้าจากตำแหน่งทหารกระจอก จนได้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งจ๊กก๊ก
...แต่ทุกภารกิจ ทุกศพที่เขาเข่นฆ่า และทุกสงคราม จูล่งไม่เคยเอาอารมณ์เข้าไปผสม
...จูล่งทำ "#หน้าที่เพื่อหน้าที่" เท่านั้น
...แม้ก่อนตายจูล่งจะเสียสถิติ "ขุนศึกผู้ไร้พ่าย" เพราะต้องมีอันพ่ายแพ้ในศึกเทียนสุย จนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่จูล่งสามารถละอัตตา สั่งถอยทัพเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม
...และยังปลงใจให้ยอมรับในความจริงที่เกิดขึ้นได้
...วาระสุดท้ายของจูล่ง จึงจากไปอย่างสงบ
...สงบจนพระเจ้าเล่าเสี้ยนถึงกับหลั่งน้ำตาชโลมแผ่นดินมังกรให้แก่ขุนศึกผู้เปรียบเสมือนบิดาของตนเอง

ความเครียดจากชีวิตยุคดิจิทัล
คงไม่ได้เกิดมาจากความลำบากในการทำงานอย่างเดียว ไม่ได้เกิดมาจากความผิดพลาดหรือผิดหวังอย่างเดียว

แต่เกิดจากการที่เรา เอาตัวเรา เข้าไปผสมกับงาน
ผสมกับผลการสอบ กับผลการประเมิน กับเงินเดือน
หรือกับสิ่งต่างๆ รอบกาย

พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เรา
#ละตัวตน + #ลดอัตตา

#ทำหน้าที่ = #เพื่อหน้าที่

#3ก๊กฉบับสอบราชการ

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

แบบไหนที่เรียกว่า คนที่มีบุญมาก

ใครคือคนที่มีบุญมาก……ท่านเองก็อาจมีบุญมากได้ด้วยการฝีกฝน

~ คนที่ทำทานมาก…อาจไม่ใช่คนที่มีบุญมากเสมอไป…คนที่มีศีลมาก…ก็อาจไม่ใช่คนที่มีบุญมาก…แล คนที่ทำสมาธิมาก…ก็อาจไม่ใช่คนที่มีบุญมากเช่นเดียวกัน

~ คนที่ทำทานมาก……อาจเป็นเพียงคนที่รู้จักเสียสละมาก…แต่ถ้า ในชีวิตประจำวัน นั้น……ยังเป็นคนที่ขี้หงุดหงิดขี้บ่น…รู้สึกว่ามีแต่เรื่องที่ไม่น่าพอใจ…มีแต่เรื่องกวนใจมารบกวน…มีแต่สิ่งที่ไม่น่าพอใจมาให้ได้พบเห็น…มีแต่ความทุกข์ใจ……จะถือว่าเป็นคนมีบุญมากได้อย่างไร

~ คนที่คิดว่ามีศีลมาก……ทำสมาธิมาก……ก็ไม่แตกต่างกันมากนักดอก……เพราะ…ถ้า ในชีวิตประจำวัน นั้น……ยังเป็นคนที่ขี้หงุดหงิดขี้บ่น…รู้สึกว่ามีแต่เรื่องที่ไม่น่าพอใจ…มีแต่เรื่องกวนใจมารบกวน…มีแต่สิ่งที่ไม่น่าพอใจมาให้ได้พบเห็น…มีแต่ความทุกข์ใจ……จะถือว่าเป็นคนมีบุญมากได้อย่างไร……แต่ ก็ยังดีที่ได้สะสมอริยทรัพย์ไว้ใช้ในโลกหน้า……เพียงแต่ …ในโลกปัจจุบัน…ย่อมถือว่า…ท่านยังไม่มีบุญมากจริง

~ คนที่มีบุญมาก คือ…คนที่สบายใจง่าย ……อยู่ที่ไหน…ในเวลาใด……ก็สุขง่าย…ทุกข์ยาก……มีแต่ความเบาจิตเบาใจ…ปลอดโปร่งโล่งสบาย……ท่านล่ะ……เป็นเช่นว่าหรือยัง ???……

~ คนที่สามารถจ่ายค่าอาหารแพงๆในร้านดีร้านดัง…แต่ยังปล่อยให้ตัวเองหงุดหงิด…กับบริการ …หรือ…เรื่องอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ …อาจเรียกได้ว่า…เป็นคนมีสตางค์มาก…แต่ยังไม่ใช่คนมีบุญมากจริงๆ

~ คนที่มีบุญมากจริงๆนั้น… มักจะอยู่ง่ายกินง่าย… ปรับตัวได้ง่าย …ไม่ค่อยถือสาอะไรมากมายให้เป็นทุกข์ …อะไรที่เป็นทุกข์…ก็เพียงรู้ว่า…เป็นทุกข์…แต่…ไม่นำทุกข์มาแบก

~ คนที่มีบุญมากจริงๆ …มักไม่ค่อยถือตัวถือตน …เข้าใจว่าสรรพสิ่งล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ……ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนถาวร……มีเกิดแล้ว…ตั้งอยู่…ในที่สุดก็ดับไป……มีความรู้สึกปล่อยวาง…มากกว่าเอามาแบกทับถมตัวเองให้เป็นภาระหนักตลอดเวลา……

~ คนที่มีบุญมากจริงๆ……มักไม่คิดว่าตนเองพิเศษอะไรกว่าใคร …ในทางตรงกันข้าม …เขาจะรู้สึกขอบคุณ……เวลาที่ใครทำอะไรให้ ……ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ……จนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนโชคดี ……แม้ถึงคราวที่ต้องประสบกับเหตุการณ์ใดๆที่ไม่ดี ……ก็ยังเห็นเป็นบทเรียน หรือ……ยังพอเห็นด้านดีได้อยู่……หรือ มักมองเห็นด้านบวกได้เสมอ
.
~ คนที่มีบุญมากจริงๆ……ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเพียบพร้อม ……หรือดีพร้อม ……ถึงกระนั้น……เขาก็ไม่รู้สึกต่ำกว่า……หรือสูงกว่าใคร ……ดีกว่าใคร……หรือเลวกว่าใคร ……ฉลาดกว่าใคร……หรือโง่กว่าใคร ……เพราะเขาให้เกียรติความเป็นคนของทุกคน ……รวมทั้งตนเอง ……จึงไม่นำตนเองไปเปรียบเทียบกับใคร ……หรือ……นำใครมาเปรียบเทียบกับตนเอง ……ถึงกระนั้น ……เขาก็ยินดีรับฟังคำแนะนำจากผู้อื่น ……โดยไม่หลงเป็นเหยื่อคำสรรเสริญ ……และ…คำนินทา
.
~ คนมีบุญมากจริงๆ……มองไปที่ไหน …เมื่อใด…ได้ยินอะไร……ก็สบายอกสบายใจ ……เพราะเข้าใจความเป็นเช่นนั้นเอง……ของทุกๆชีวิต ……เห็นคนได้ดี ก็รู้ว่า……เขาคงเคยทำสิ่งดีๆมาก่อน……เห็นคนลำบาก……ที่พอช่วยเหลือได้ ……ก็ช่วยไปตามกำลัง ……อะไรที่เกินกำลัง……ก็ไม่ปล่อยให้ตนเองว้าวุ่น กังวล ทุกข์ร้อนใจไปกับสิ่งนั้น……เข้าใจดีว่า……ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง……มีกรรมเป็นมรดก……แต่ละคน…ย่อมเป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่ตนได้เคยกระทำ……ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี…ละอายชั่ว…กลัวบาป……ทำสิ่งที่ดีๆ……หาเวลาทำจิตให้ผ่องใสด้วยการมีสติในการปฏิบัติธรรม……โดยทำในที่ใดๆก็ได้……ไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด ……หรือ ที่สำนักปฏิบัติธรรมใดๆ……ทำที่บ้านก็ได้……ทำได้ในทุกแห่ง……ด้วยความมีสติในปัจจุบันขณะ

~ พวกเราทุกคน……สามารถฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นคนที่มีบุญมากดังกล่าวได้  ……เป็นเรื่องปัจจัตตัง……ที่รู้ได้เฉพาะตนคนที่ทำการฝึกฝนตนเองให้เป็นคนมีบุญมากก่อนตายได้ทุกคน
~ ขออำนวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านและ…ผู้เรียบเรียงเป็นผู้สำเร็จในการมีบุญมากในชาติปัจจุบัน